หน้าแรก » ร่างกายของเรา (page 7)

ร่างกายของเรา

เมื่อกระดูกหักจะมีอาการและผลเสียที่ตามมาอย่างไรบ้าง

ในมนุษย์นั้น อาการของกระดูกหักมักจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ หรือร่างกายไม่แข็งแรงเพราะขาดแคลเซียม ซึ่งเมื่อเกิดอาการกระดูกหักนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรได้บ้างนั้น คุณหมอท่านแนะนำมาว่าอย่างนี้ครับ 1. เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณที่เกิดการหัก ทั้งนี้เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะในกระดูกของคนเรานั้น มีเส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดการหักขึ้นแล้ว จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บางรายที่มีอาการเจ็บปวดมากนั้นถึงขั้นช็อกสลบ และเสียชีวิตไปเลยก็มี 2. มีอาการบวมรอบๆ บริเวณที่หัก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า แท้จริงแล้วกระดูกนั้นมีเส้นเลือดใหญ่อยู่ภายในเมื่อมีการหักของกระดูกเกิดขึ้น ย่อมหมายถึงเส้นเลือดใหญ่นั้นหักหรือขาดไปด้วย เมื่อเลือดจากเส้นเลือดนั้นไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณที่หัก จะส่งผลทำให้บริเวณนั้นเกิดอาการปวดบวมอย่างมากนั่นเองครับ 3. กระดูกนั้นเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ดังนั้นเมื่อเกิดการหักหรือเสียหายเกิดขึ้น ร่างกายย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างไปด้วย ทั้งนี้เพราะกระดูกนั้นเสียรูปไปแล้วนั่นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แนะนำให้รักษาหรือขอคำแนะนำจากหมอกระดูกโดยด่วนครับ มิเช่นนั้นส่วนที่หักอาจจะพิการไปตลอดเลยก็ได้ 4. เคลื่อนไหวร่างหายไม่ได้ หรือไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณที่กระดูกหัก ทั้งนี้สืบเนื่องจากเกิดอาการเจ็บปวด และบวมขึ้นมา และไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เวลาเคลื่อนไหวนั้นเกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา มากบ้างน้อยบ้างตามอาการ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเคลื่อนไหวไม่สะดวกจะทำให้การทำกิจกรรมต่างๆ ไม่สะดวกไปด้วยครับ ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักมาก จะต้องนอนเฉยๆ ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว 5. บางครั้งกระดูกที่หักนั้นไม่ได้หักออกมาเป็นสองท่อนหรือชิ้นใหญ่ แต่อาจจะหักเป็นชิ้นเล็กๆ หลายท่อนเลยก็ได้ ซึ่งพบเห็นได้บ่อยในอุบัติเหติร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้ส่วนที่แหลมคมของกระดูกทิ่มออกมานอกเนื้อ และหากเป็นกระดูที่แตกละเอียดมาก วิทยาการแพทย์ในปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ อาจะทำให้อวัยวะส่วนนั้นพิการไปตลอดเลยก็มี 6. หากบริเวณที่กระดูกหักนั้นเป็นกระดูกที่สำคัญอย่างกระดูกสันหลัง ซึ่งมีเส้นประสาที่เชื่อมต่อกับสมองอยู่มาก อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดการอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกเลย ทั้งนี้เพราะบริเวณเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวนั้นถูกทำลายไปแล้วนั่นเอง …

อ่านต่อ »

5 วิธีรักษาตาปลาด้วยตัวเองอย่างง่ายๆตามสูตรภูมิปัญญาชาวบ้าน

ในการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันนั้น คงมีไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอาการเป็นตุ่มนูนขึ้นมาลักษณะคล้ายดวงตาของปลา เกิดจากการที่มีการเสียดสีหรือกระทบถูกผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ หรือเป็นประจำ มักจะพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดที่บริเวณเท้า เพราะผิวหนังส่วนเท้านั้นมีการเสียดสีอยู่กับรองเท้าแทบจะตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดที่บริเวณตาปลานั้นอย่างมาก และส่งผลทำให้เดินไม่สะดวก ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีการรักษาเจ้าตาปลาแบบง่ายๆ และสามารถทำได้เองมาฝากกันค่ะ 1. ใช้กระเทียมสด ฝานเป็นชิ้นหนาๆ แล้วนำไปทาที่บริเวณตาปลา หรือจะพันผ้าทิ้งไว้ข้ามคืนก็ได้ ซึ่งสารบางอย่างในกระเทียมนั้นสามารถช่วยรักษาและฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในตาปลาของคุณได้ แต่ต้องทำเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ชอบกลิ่นที่ฉุนเฉียวของกระเทียมจะเปลี่ยนมาใช้มะนาวหรือสับประรดแทนก็ได้ค่ะ 2. น้ำมันสน ใช้น้ำมันสนชุบกับผ้าสะอาดหรือผ้าพันแผล แล้วนำไปลูบทาที่บริเวณตาปลา หรือจะใช้วิธีการพันทับไว้กับแผลทิ้งไว้ค้างคืนประมาณ 4-5 วันติดต่อกัน สารจากน้ำมันสนจะช่วยให้หายเร็วขึ้น วิธีการนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถรักษาอาการตาปลาได้อย่างชะงัด และมีประสิทธิภาพ 3. หาน้ำมันมะพร้าว น้ำมันการบูร น้ำมันสน มาผสมกันให้เข้ากันโดยใช้สัดส่วนดังนี้ น้ำมันมะพราว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันการบูร 2 ช้อนโต๊ะและน้ำมันสน 1 ช้อนโต๊ะมาผสม และกวนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกหรือทาที่บริเวณที่เป็นตาปลา จากนั้นแผลจะค่อยๆ หายไปเองค่ะ 4. แช่เท้าข้างที่เป็นตาปลาลงในน้ำอุ่นสักพัก แล้วใช้หินขัดส่วนที่เป็นตุ่มเนื้อแข็งๆ ออก หรือจะใช้ของมีคม เช่น มีดขูดออกก็ได้ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากขูดถูกส่วนตาปลาจะหลุดออกมา และหลังจากส่วนหนังแข็งๆ …

อ่านต่อ »