หน้าแรก » ร่างกายของเรา (page 3)

ร่างกายของเรา

7 เคล็ดลับ วิธีเปลี่ยนผมหยิกให้กลายเป็นผมตรงโดยไม่ต้องยืดทำอย่างไร

เชื่อว่าหลายๆ คนที่มีผมหยิกหรือหยักศกตามธรรมชาติ คงต้องรู้สึกอิจฉาคนที่มีผมตรงเป็นแน่ เพราะผมตรงนั้นจะสามารถตัดเป็นทรงต่างๆ ตามแฟชั่นแบบไหนก็ดูเท่ ดูเข้าท่า ต่างกับผมหยักศกที่จัดทรงยาก ถ้าจะดัดผมให้ตรงก็จะต้องใช้เวลาในการรีดผมนาน แถมยังทำให้สุขภาพผมเสียอีกด้วย แต่เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ค่ะ เพียงแค่ทำตามคำแนะนำของเราเท่านั้น และที่สำคัญ ใช้ได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิงเลยนะคะ 1. หมั่นบำรุงเส้นผมให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ และไม่ควรใช้แชมพูที่มีคอนดิชั่นเนอร์เป็นส่วนผสม แต่ให้แยกออกมาใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์อย่างละตัวดีกว่า โดยให้ใช้เจ้าคอนดิชันเนอร์นี้ชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วปล่อยให้ซึมซับเข้าสู่เส้นผมราวๆ 2 นาที จากนั้นให้ล้างออก (เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งขณะชโลมคอนดิชันเนอร์ ให้ใช้หวีซี่ห่างสางสมไปด้วย เพื่อให้ตัวคอนดิชันเนอร์ซึมซาบได้ทั่วถึงค่ะ) แค่นี้ผมของคุณก็จะชุ่มชื้นดูดี และจัดทรงง่ายมากขึ้นแล้วค่ะ 2. สระผมด้วยน้ำเย็น เนื่องจากน้ำเย็นนั้นสามารถช่วยปิดเกล็ดผม ทำให้ผมดูเงางามไม่ชี้ฟู แต่ไม่ควรสระผมบ่อยเกินไปนะคะ เพราะการสระผมบ่อยนั้นจะทำให้ผมขาดความชุ่มชื้นและชี้ฟูได้ค่ะ 3. ห้ามใช้หวีแปรง เพราะจะทำให้ผมเสียหรือขาดได้ 4. ไม่เล่นผมระหว่างวัน เช่น บิดปอยผมเล่น หรือม้วนผมเล่น เพราะนอกจากจะทำให้ผมดูยุ่งเหยิงจัดยากแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุให้ผมแตกปลาย หรือแห้งเสียชี้ฟูได้ด้วยค่ะ 5. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม เช่น คอนดิชั่นสูตรที่เหมาะสำหรับผมของคุณ หรือซีรั่มที่มีส่วนช่วยบำรุงเส้นผม แนะนำว่าควรเน้นไปที่บริเวณส่วนปลายของเส้นผม ซึ่งเป็นส่วนที่เสียได้ง่ายมากที่สุด และสำหรับผู้ที่ผมชี้แห้ง ควรใช้ออยล์ชโลมเส้นผม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เส้นผม 6. หลีกเลี่ยงการทำสีผม ดัด ย้อม เป่าผมหรือแม้แต่การรีดผม เพราะนั่นเป็นสาเหตุให้ผมแห้งเสีย …

อ่านต่อ »

9 วิธีบำรุงไตให้แข็งแรง และป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเสื่อม

ไตเป็นอวัยวะฟอกของเสียออกจากร่างกาย และทำให้ร่างกายขับออกไปในรูปของปัสสาวะ ดังนั้นจึงนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะชนิดอื่นเลย และที่สำคัญ หากมีอาการไตเสื่อมขึ้นมาแล้ว ไตจะไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ยกเว้นการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาไตของเราให้ใช้งานและอยู่คู่กับเราให้นานที่สุด และไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร วันนี้เรามีข้อแนะนำง่ายๆ มาบอกกันสำหรับวิธีการบำรุงไตครับ 1. ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งนี้เพราะเจ้าน้ำตาลนั้นเป็นหนึ่งในตัวที่จะทำให้ไตของเราเสื่อมลงก่อนวัยอันควร นอกจากนั้นควรทำการควบคุมระดับความดันในเลือดให้สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะระดับความดันที่ไม่คงที่สามารถทำให้ไตเสื่อมลงได้เช่นกันครับ 2. ควบคุมอาหาร เราไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไปครับ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือเผ็ดจัด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเจ้าอาหารรสจัดนี้จะทำให้ระบบการกรองของเสียของไตนั้นทำงานหนักขึ้น และจะทำให้ไตเสื่อมก่อนวันอันควรได้นั่นเอง และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ ไม่ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากจนเกินไป เพราะเป็นตัวเร่งให้เกิดของเสียในกระบวนการกรองของไตครับ 3. ควบคุมอาหารประเภทที่มีไขมันเยอะ เช่น ของผัดหรือของทอด และเข้ารับการตรวจไขมันในเลือดอย่างเป็นประจำ 4. ควรดื่มน้ำอย่างพอเพียงในแต่ละวัน คือประมาณ 6-8 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะจะทำให้กระบวนการกรองไม่ได้หยุดพัก 5. ควรลดหรือเลิกเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์นั้นมีผลต่อตับและไต สำหรับนักดื่มที่ดื่มจัดนั้นไตจะเสื่อมลงได้เร็วกว่าปกติ รวมไปถึงการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน 6. ไม่ควรใช้ยาหรืออาหารเสริมที่มีอันตรายต่อไต 7. พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรือพักผ่อนน้อยจนเกินไป เพราะจะส่งผลให้ไตไม่ได้พัก 8. หาเวลาว่างอย่างน้อยวันละ 30 นาทีสำหรับการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต กำจัดไขมันส่วนเกิน และขับเกลือออกมาทางเหงื่อ ส่งผลทำให้เป็นผลดีต่อไตเพราะไตไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไปนั่นเอง …

อ่านต่อ »

ปัจจัยเสี่ยงและอาการเริ่มต้นของโรคบาดทะยัก อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

โรคบาดทะยักหรือ Tetanus เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดิน หรือในสถานที่ และสิ่งของที่สกปรก ซึ่งมักจะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ทางบาดแผล และเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการชักหรือเกร็ง ทั้งนี้เพราะเจ้าเชื้อโรคชนิดนี้จะสร้างสารพิษขึ้นมาชนิดหนึ่งเรียกว่า toxin ซึ่งสารนี้มีผลต่อระบบประสาท และทำให้เกิดอาการชักขึ้นมานั่นเอง โดยปกติผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะแสดงอาการประมาณ 14 วันโดยเฉลี่ย เรามาดูกันครับว่า แผลแบบไหนบ้างที่เสี่ยงต่อการติดโรคบาดทะยัก 1. แผลสดที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ และไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดีพอ มีฝุ่น น้ำลาย หรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายในบาดแผล 2. แผลที่เกิดจากการถูกวัสดุที่ไม่สะอาดทิ่มตำหรือบาด เช่น ตะปูขึ้นสนิม กิ่งไม้ มีดขึ้นสนิม 3. แผลที่เกิดจากไฟไหม้ 4. แผลที่กดทับและอับ จนเกิดเนื้อตายขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยอัมพาต 5. แผลที่เกิดจากสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อเช่น หนู ตุ๊กแก ค้างคาว หรือหมาแมวก็อาจเป็นพาหะของโรคได้เช่นกัน อาการของโรคบาดทะยัก 1. ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงทั้งนี้เพราะเชื้อ toxin นั้นไปจับอยู่กับเส้นประสาทส่วนที่ควบคุมความรู้สึก ส่งผลให้เกิดอาการปวดที่ศีรษะอย่างมาก รวมไปถึงอาการปวดอย่างรุนแรงที่กรามทั้งสองข้าง ตามมาด้วยอาการกรามค้างอ้าปากไม่ได้ รวมไปถึงการกลืนน้ำลายไม่ได้ ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเชื้อ Toxin นี่เอง 2. มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งร่างกาย เพราะเชื้อจะเข้าไปควบคุมบริเวณกล้ามเนื้อลาย โดยเริ่มแรกนั้นผู้ป่วยจะเริ่มปวดหรือเกร็งที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบปากแผลก่อน แต่หลังจากนั้น 1-7 วัน จะลามไปสู่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย …

อ่านต่อ »

เมื่อกระดูกหักจะมีอาการและผลเสียที่ตามมาอย่างไรบ้าง

ในมนุษย์นั้น อาการของกระดูกหักมักจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ หรือร่างกายไม่แข็งแรงเพราะขาดแคลเซียม ซึ่งเมื่อเกิดอาการกระดูกหักนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรได้บ้างนั้น คุณหมอท่านแนะนำมาว่าอย่างนี้ครับ 1. เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณที่เกิดการหัก ทั้งนี้เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะในกระดูกของคนเรานั้น มีเส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดการหักขึ้นแล้ว จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บางรายที่มีอาการเจ็บปวดมากนั้นถึงขั้นช็อกสลบ และเสียชีวิตไปเลยก็มี 2. มีอาการบวมรอบๆ บริเวณที่หัก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า แท้จริงแล้วกระดูกนั้นมีเส้นเลือดใหญ่อยู่ภายในเมื่อมีการหักของกระดูกเกิดขึ้น ย่อมหมายถึงเส้นเลือดใหญ่นั้นหักหรือขาดไปด้วย เมื่อเลือดจากเส้นเลือดนั้นไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณที่หัก จะส่งผลทำให้บริเวณนั้นเกิดอาการปวดบวมอย่างมากนั่นเองครับ 3. กระดูกนั้นเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ดังนั้นเมื่อเกิดการหักหรือเสียหายเกิดขึ้น ร่างกายย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างไปด้วย ทั้งนี้เพราะกระดูกนั้นเสียรูปไปแล้วนั่นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แนะนำให้รักษาหรือขอคำแนะนำจากหมอกระดูกโดยด่วนครับ มิเช่นนั้นส่วนที่หักอาจจะพิการไปตลอดเลยก็ได้ 4. เคลื่อนไหวร่างหายไม่ได้ หรือไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณที่กระดูกหัก ทั้งนี้สืบเนื่องจากเกิดอาการเจ็บปวด และบวมขึ้นมา และไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เวลาเคลื่อนไหวนั้นเกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา มากบ้างน้อยบ้างตามอาการ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเคลื่อนไหวไม่สะดวกจะทำให้การทำกิจกรรมต่างๆ ไม่สะดวกไปด้วยครับ ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักมาก จะต้องนอนเฉยๆ ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว 5. บางครั้งกระดูกที่หักนั้นไม่ได้หักออกมาเป็นสองท่อนหรือชิ้นใหญ่ แต่อาจจะหักเป็นชิ้นเล็กๆ หลายท่อนเลยก็ได้ ซึ่งพบเห็นได้บ่อยในอุบัติเหติร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้ส่วนที่แหลมคมของกระดูกทิ่มออกมานอกเนื้อ และหากเป็นกระดูที่แตกละเอียดมาก วิทยาการแพทย์ในปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ อาจะทำให้อวัยวะส่วนนั้นพิการไปตลอดเลยก็มี 6. หากบริเวณที่กระดูกหักนั้นเป็นกระดูกที่สำคัญอย่างกระดูกสันหลัง ซึ่งมีเส้นประสาที่เชื่อมต่อกับสมองอยู่มาก อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดการอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกเลย ทั้งนี้เพราะบริเวณเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวนั้นถูกทำลายไปแล้วนั่นเอง …

อ่านต่อ »

5 วิธีรักษาตาปลาด้วยตัวเองอย่างง่ายๆตามสูตรภูมิปัญญาชาวบ้าน

ในการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันนั้น คงมีไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอาการเป็นตุ่มนูนขึ้นมาลักษณะคล้ายดวงตาของปลา เกิดจากการที่มีการเสียดสีหรือกระทบถูกผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ หรือเป็นประจำ มักจะพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดที่บริเวณเท้า เพราะผิวหนังส่วนเท้านั้นมีการเสียดสีอยู่กับรองเท้าแทบจะตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดที่บริเวณตาปลานั้นอย่างมาก และส่งผลทำให้เดินไม่สะดวก ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีการรักษาเจ้าตาปลาแบบง่ายๆ และสามารถทำได้เองมาฝากกันค่ะ 1. ใช้กระเทียมสด ฝานเป็นชิ้นหนาๆ แล้วนำไปทาที่บริเวณตาปลา หรือจะพันผ้าทิ้งไว้ข้ามคืนก็ได้ ซึ่งสารบางอย่างในกระเทียมนั้นสามารถช่วยรักษาและฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในตาปลาของคุณได้ แต่ต้องทำเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ชอบกลิ่นที่ฉุนเฉียวของกระเทียมจะเปลี่ยนมาใช้มะนาวหรือสับประรดแทนก็ได้ค่ะ 2. น้ำมันสน ใช้น้ำมันสนชุบกับผ้าสะอาดหรือผ้าพันแผล แล้วนำไปลูบทาที่บริเวณตาปลา หรือจะใช้วิธีการพันทับไว้กับแผลทิ้งไว้ค้างคืนประมาณ 4-5 วันติดต่อกัน สารจากน้ำมันสนจะช่วยให้หายเร็วขึ้น วิธีการนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถรักษาอาการตาปลาได้อย่างชะงัด และมีประสิทธิภาพ 3. หาน้ำมันมะพร้าว น้ำมันการบูร น้ำมันสน มาผสมกันให้เข้ากันโดยใช้สัดส่วนดังนี้ น้ำมันมะพราว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันการบูร 2 ช้อนโต๊ะและน้ำมันสน 1 ช้อนโต๊ะมาผสม และกวนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกหรือทาที่บริเวณที่เป็นตาปลา จากนั้นแผลจะค่อยๆ หายไปเองค่ะ 4. แช่เท้าข้างที่เป็นตาปลาลงในน้ำอุ่นสักพัก แล้วใช้หินขัดส่วนที่เป็นตุ่มเนื้อแข็งๆ ออก หรือจะใช้ของมีคม เช่น มีดขูดออกก็ได้ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากขูดถูกส่วนตาปลาจะหลุดออกมา และหลังจากส่วนหนังแข็งๆ …

อ่านต่อ »