หน้าแรก » ร่างกายของเรา (page 5)

ร่างกายของเรา

6 เคล็ดลับ กินอย่างไรให้ผอมเร็วทันใจ บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี

6 เคล็ดลับ กินอย่างไรให้ผอมเร็วทันใจ บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี

คำว่า “ผอม” ในที่นี้คงไม่ได้ทำให้ใครจินตนาการถึงคนที่ผอมแห้งไม่แรงอยู่หรอกใช่ไหม นั่นเพราะกระแสที่มาแรงในตอนนี้เปลี่ยนจากการผอมที่ดูปลิวลมมาสู่การผอมแบบที่เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม แล้วอย่างไรก็ตามการออกกำลังกายอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นผลชัดหรือเร็วเท่าที่ควร อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก็คือ การรับประทานอาหารให้ถูกวิธีนั่นเอง ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ดังนี้ 1. ลดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลง ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าควรจะงดไปเลย เพราะร่างกายของเรายังจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตมาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายอยู่ แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คือการจำกัดคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคต่อวันลง เพราะคาร์โบไฮเดรตที่เกินไปนั้น จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลที่เหลืออยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกินในที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้น้ำตาลในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เรากินมากขึ้นเรื่อยอีกด้วย ซึ่งอาหารที่เราพึงระวัง เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว พิซซ่า ขนมหวานต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำอัดลมด้วย 2. กินโปรตีนให้เพียงพอ การกินโปรตีนมักจะมาคู่กับการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเสมอ เพราะการจะสร้างกล้ามเนื้อนั้นเราจะต้องใช้โปรตีนเป็นหลัก แต่ยกเว้นในพวกที่จะเล่นกล้ามที่จะต้องทำการเพิ่มน้ำหนักก่อนเข้าสู่ช่วงลดกินโปรตีนและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต และข้อดีอีกอย่างของการสร้างกล้ามเนื้อก็คือร่างกายจะใช้น้ำตาลที่ได้ 3. ลดความเค็มลง การกินเค็มเกินไปไม่ดีต่อร่างกายอย่างมาก อย่างแรกเลยคือบวมแน่ๆ เพราะเกลือจะดึงน้ำเข้าเซลล์ตามเกลือไป อย่างต่อมาคือไตทำงานหนักแน่ๆ เพราะร่างกายจะขับเกลือออกทางไต และที่สำคัญคือจะขับออกไปพร้อมกับน้ำในร่างกาย หากเรากินเค็มอย่างหนักเป็นประจำนานๆ ผลที่จะตามมาคือร่างกายขาดน้ำ พอร่างกายขาดน้ำความเข้มข้นของสารอื่นๆ ในร่างกายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้ 4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ในที่นี้คือน้ำเปล่าธรรมดาสะอาดที่อุณหภูมิห้องนั่นเอง แม้ว่าน้ำเราจะสามารถรับได้จากหลายๆ แหล่ง แต่น้ำที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่านั่นเอง โดยปริมาณน้ำที่แต่ละคนต้องการมักจะไม่เท่ากัน แต่ที่เราเรียนกันมานั่นก็คือวันละ 8 แก้วหรือในช่วง 1.6 …

อ่านต่อ »
วิธีต้านอาการไมเกรน ควร-ไม่ควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง

วิธีต้านอาการไมเกรน ควร-ไม่ควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง

อาการปวดศีรษะข้างเดียวบริเวณขมับหรือท้ายทอย บางคนก็ปวดทั้งสองข้างเป็นประจำ สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยไมเกรนไม่น้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมีปัจจัยหลายประการที่มากระตุ้นทำให้อาการกำเริบ เช่น ความเครียด สภาพอากาศ สถานที่และมลภาวะต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือ อาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือสารบางชนิด ดังต่อไปนี้ – อาหารที่มีไนเตรท สารไนไตรท์ ซึ่งพบมากใน ไส้กรอก เบคอน กุนเชียง – คาเฟอีน ชา กาแฟ ที่สำคัญควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเฉพาะไวน์แดง – อาหารที่มีสารไทรามีน แทนนิน เป็นส่วนประกอบ ซึ่งพบมากใน ซ็อกโกแลตหรือโกโก้ เนยแข็ง – อาหารที่มีสารปรุงแต่งหรือสารถนอมอาหาร เช่น ผงชูรส น้ำตาลเทียม สำหรับอาหารที่มีส่วนช่วยในการป้องกันและบรรเทาอาการป่วยไมเกรนได้นั้นมีให้เลือกรับประทานอยู่หลากหลาย ขอแนะนำเมนูสำคัญที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า ดังนี้ – อาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 พบได้ใน ปลาทะเล จำพวก แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า รวมทั้งน้ำมันปลา ซึ่งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น สามารถป้องกันอาการปวดไมเกรนได้ – อาหารที่มีแมกนีเซียม วิตามินบี2 เป็นส่วนประกอบ พบได้ใน เมล็ดธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ …

อ่านต่อ »
เมนูอาหารลดความดันโลหิตสูง ปลอดภัยจากโรคความดันด้วยการคุมอาหาร

เมนูอาหารลดความดันโลหิตสูง ปลอดภัยจากโรคความดันด้วยการคุมอาหาร

มีคนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่มีความเครียดสูง ซึ่งผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ง่ายกว่าผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่นในเรื่องของการรับประทานยา การออกกำลังกาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยต้องดูแลตนเอง โดยเฉพาะในด้านการรับประทานอาหาร ซึ่งต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการควบคุมอาหารมีส่วนช่วยให้ความดันโลหิตปรับลดลงมาได้ ในหนึ่งวันผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรได้รับเกลือและโซเดียมในปริมาณ 24,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้น ปริมาณเกลือและโซเดียมที่ร่างกายได้รับต่อวันไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทำให้เห็นได้ชัดว่า ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม ซึ่งส่วนใหญ่พบได้ใน – เครื่องปรุงรสที่มีรสเค็มหรือผสมสารปรุงแต่ง เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส – อาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารหรือหมักดอง เช่น ปูเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ผักดอง อาหารกระป๋อง – อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอลเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ เพราะจะไปอุดตันหลอดเลือดส่งผลให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้นซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นตามไปด้วย สำหรับอาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อขาว เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ที่ลอกหนังออกแล้ว เพราะมีปริมาณคอลเลสเตอรอลน้อยกว่าสัตว์ที่มีเนื้อแดง และควรรับประทานปลาทะเลน้ำลึก เพราะมีกรดโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์และสามารถลดความดันโลหิตลงได้ ที่สำคัญควรรับประทานผักและผลไม้ เพราะมีโซเดียมในปริมาณที่ต่ำ อีกทั้งยังมีใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล …

อ่านต่อ »

7 เคล็ดลับ วิธีเปลี่ยนผมหยิกให้กลายเป็นผมตรงโดยไม่ต้องยืดทำอย่างไร

เชื่อว่าหลายๆ คนที่มีผมหยิกหรือหยักศกตามธรรมชาติ คงต้องรู้สึกอิจฉาคนที่มีผมตรงเป็นแน่ เพราะผมตรงนั้นจะสามารถตัดเป็นทรงต่างๆ ตามแฟชั่นแบบไหนก็ดูเท่ ดูเข้าท่า ต่างกับผมหยักศกที่จัดทรงยาก ถ้าจะดัดผมให้ตรงก็จะต้องใช้เวลาในการรีดผมนาน แถมยังทำให้สุขภาพผมเสียอีกด้วย แต่เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ค่ะ เพียงแค่ทำตามคำแนะนำของเราเท่านั้น และที่สำคัญ ใช้ได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิงเลยนะคะ 1. หมั่นบำรุงเส้นผมให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ และไม่ควรใช้แชมพูที่มีคอนดิชั่นเนอร์เป็นส่วนผสม แต่ให้แยกออกมาใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์อย่างละตัวดีกว่า โดยให้ใช้เจ้าคอนดิชันเนอร์นี้ชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วปล่อยให้ซึมซับเข้าสู่เส้นผมราวๆ 2 นาที จากนั้นให้ล้างออก (เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งขณะชโลมคอนดิชันเนอร์ ให้ใช้หวีซี่ห่างสางสมไปด้วย เพื่อให้ตัวคอนดิชันเนอร์ซึมซาบได้ทั่วถึงค่ะ) แค่นี้ผมของคุณก็จะชุ่มชื้นดูดี และจัดทรงง่ายมากขึ้นแล้วค่ะ 2. สระผมด้วยน้ำเย็น เนื่องจากน้ำเย็นนั้นสามารถช่วยปิดเกล็ดผม ทำให้ผมดูเงางามไม่ชี้ฟู แต่ไม่ควรสระผมบ่อยเกินไปนะคะ เพราะการสระผมบ่อยนั้นจะทำให้ผมขาดความชุ่มชื้นและชี้ฟูได้ค่ะ 3. ห้ามใช้หวีแปรง เพราะจะทำให้ผมเสียหรือขาดได้ 4. ไม่เล่นผมระหว่างวัน เช่น บิดปอยผมเล่น หรือม้วนผมเล่น เพราะนอกจากจะทำให้ผมดูยุ่งเหยิงจัดยากแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุให้ผมแตกปลาย หรือแห้งเสียชี้ฟูได้ด้วยค่ะ 5. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม เช่น คอนดิชั่นสูตรที่เหมาะสำหรับผมของคุณ หรือซีรั่มที่มีส่วนช่วยบำรุงเส้นผม แนะนำว่าควรเน้นไปที่บริเวณส่วนปลายของเส้นผม ซึ่งเป็นส่วนที่เสียได้ง่ายมากที่สุด และสำหรับผู้ที่ผมชี้แห้ง ควรใช้ออยล์ชโลมเส้นผม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เส้นผม 6. หลีกเลี่ยงการทำสีผม ดัด ย้อม เป่าผมหรือแม้แต่การรีดผม เพราะนั่นเป็นสาเหตุให้ผมแห้งเสีย …

อ่านต่อ »

9 วิธีบำรุงไตให้แข็งแรง และป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเสื่อม

ไตเป็นอวัยวะฟอกของเสียออกจากร่างกาย และทำให้ร่างกายขับออกไปในรูปของปัสสาวะ ดังนั้นจึงนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะชนิดอื่นเลย และที่สำคัญ หากมีอาการไตเสื่อมขึ้นมาแล้ว ไตจะไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ยกเว้นการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาไตของเราให้ใช้งานและอยู่คู่กับเราให้นานที่สุด และไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร วันนี้เรามีข้อแนะนำง่ายๆ มาบอกกันสำหรับวิธีการบำรุงไตครับ 1. ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งนี้เพราะเจ้าน้ำตาลนั้นเป็นหนึ่งในตัวที่จะทำให้ไตของเราเสื่อมลงก่อนวัยอันควร นอกจากนั้นควรทำการควบคุมระดับความดันในเลือดให้สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะระดับความดันที่ไม่คงที่สามารถทำให้ไตเสื่อมลงได้เช่นกันครับ 2. ควบคุมอาหาร เราไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไปครับ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือเผ็ดจัด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเจ้าอาหารรสจัดนี้จะทำให้ระบบการกรองของเสียของไตนั้นทำงานหนักขึ้น และจะทำให้ไตเสื่อมก่อนวันอันควรได้นั่นเอง และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ ไม่ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากจนเกินไป เพราะเป็นตัวเร่งให้เกิดของเสียในกระบวนการกรองของไตครับ 3. ควบคุมอาหารประเภทที่มีไขมันเยอะ เช่น ของผัดหรือของทอด และเข้ารับการตรวจไขมันในเลือดอย่างเป็นประจำ 4. ควรดื่มน้ำอย่างพอเพียงในแต่ละวัน คือประมาณ 6-8 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะจะทำให้กระบวนการกรองไม่ได้หยุดพัก 5. ควรลดหรือเลิกเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์นั้นมีผลต่อตับและไต สำหรับนักดื่มที่ดื่มจัดนั้นไตจะเสื่อมลงได้เร็วกว่าปกติ รวมไปถึงการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน 6. ไม่ควรใช้ยาหรืออาหารเสริมที่มีอันตรายต่อไต 7. พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรือพักผ่อนน้อยจนเกินไป เพราะจะส่งผลให้ไตไม่ได้พัก 8. หาเวลาว่างอย่างน้อยวันละ 30 นาทีสำหรับการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต กำจัดไขมันส่วนเกิน และขับเกลือออกมาทางเหงื่อ ส่งผลทำให้เป็นผลดีต่อไตเพราะไตไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไปนั่นเอง …

อ่านต่อ »