หน้าแรก » ร่างกายของเรา (page 5)

ร่างกายของเรา

6 สัญญาณ บอกอาการของคนท้องในระยะแรก

6 สัญญาณ บอกอาการของคนท้องในระยะแรก

การสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์นอกจากสามีภรรยาที่ต้องอยู่ด้วยกันแล้ว ครอบครัวจะสมบูรณ์ครบก็ต่อเมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะลืมตาดูโลก ผู้หญิงคนไหนที่อยู่ในสถานะภรรยา มีครอบครัวที่พร้อม คงกำลังตั้งหน้าตั้งตารอวันที่จะมีเจ้าตัวน้อยมาวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน เวลาผ่านไปอาจจะมีอาการบางอย่างมาทำให้คุณผู้หญิงหลายคนสงสัยว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่? ซึ่งอาการของคนกำลังตั้งครรภ์นั้นค่อนข้างซับซ้อน เพราะว่าแต่ละคนมีอาการที่มากน้อยไม่เท่ากัน แต่อาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายๆ กันดังต่อไปนี้ 1. ประจำเดือนขาด เมื่อไข่ของคุณผู้หญิงได้รับการผสมจากอสุจิของคุณผู้ชาย จะมีการฝังตัวของตัวอ่อนที่มดลูกเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีประจำเดือนออกมา อาการเริ่มแรกที่คุณผู้หญิงสามารถสังเกตตัวเองได้ก็คือเรื่องของประจำเดือน แม้ขาดหรือว่าเกินกำหนดไปเพียงแค่วันเดียวก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว 2. อาการอ่อนเพลีย อยากนอน อยากพักผ่อนตลอดเวลา เมื่อร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยกลไกภายในจะทำให้ร่างกายเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น อาการอ่อนเพลียจึงเกิดขึ้นได้เสมอ คุณผู้หญิงจะรู้สึกเมื่อยอย่างบอกไม่ถูก อาจจะนอนมากกว่าปกติ 3. อาการเวียนหัว อาเจียน สังเกตอาการตัวเองได้ง่ายมากจากการรับประทานอาหาร ฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนจะรับรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่าอาการแพ้ท้องนั่นเอง นอกจากร่างกายจะอ่อนเพลียแล้ว ช่วงนี้ก็ยังสามารถเวียนหัวและเป็นลมได้ง่าย เกิดอาการอาเจียนบ่อย 4. น้ำหนักตัวลด ทุกอย่างในร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งน้ำหนัก ทั้งนี้อาจจะเป็นผลมาจากอาการแพ้ เพราะว่าช่วงเวลาที่แพ้นั้น คุณผู้หญิงจะรับประทานอาหารไม่ค่อยได้มากนัก เหม็นบ้าง กินแล้วจาเจียนออกหมดบ้าง หรือบางคนแม้กระทั่งน้ำเปล่าก็ไม่สามารถดื่มได้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องดูแลตัวเองมากที่สุด 5. หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย อารมณ์ร้อน ฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลงไปจะเกิดอากาคล้ายๆ กับตอนที่กำลังจะมีประจำเดือน จะรู้สึกว่าทุกอย่างไม่ดี หงุดหงิดบ่อยๆ โกรธแบบไม่มีที่มา ซึ่งต้องหมั่นตรวจสอบอารมณ์ตัวเองอยู่บ่อยๆ จะได้รู้ว่าตอนนี้คุณกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่? รวมไปถึงอาการเจ็บคัดเต้านม หรือมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วยเหมือนตอนที่กำลังจะมีประจำเดือน 6. …

อ่านต่อ »
วิธีแก้หูอื้อ หูดับ เบื้องต้น อาการปวดหูจากการขึ้นลงเครื่องบิน แก้ได้ง่ายๆ

วิธีแก้หูอื้อ หูดับ เบื้องต้น อาการปวดหูจากการขึ้นลงเครื่องบิน แก้ได้ง่ายๆ

ร่างกายของเรา บางครั้งก็เหมือนไม่ใช่ของเรา เพราะบางทีก็เกิดอาการอะไรบางอย่างที่เกินควบคุมซะเหลือเกิน อาการอัตโนมัติอย่างหนึ่งของร่างกายที่น่ารำคาญอย่างหนึ่งคงหนีไม่พ้น อาการหูอื้อนี่ล่ะค่ะ เรามาดูสาเหตุและวิธีแก้หูอื้อกันเลยดีกว่าค่ะ สาเหตุการเกิดอาการหูอื้อ สาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากอาการรอบๆ ตัวเราลดความดันอากาศลงกะทันหัน ทำให้ท่อยูสเตเชียนปิด จะเห็นได้ชัดเวลาที่เราขึ้นเครื่องบิน นั่งรถขึ้นดอย หรือแม้กระทั่งเราลงไปดำน้ำ *ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tubes) เป็นท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูกตรงลำคอ มีหน้าที่ช่วยระบายของเหลวและปรับความดันในหู) แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ เพราะอาการพวกนี้ถึงจะน่ารำคาญ แต่ก็มีวิธีแก้หูอื้อให้หายได้ไม่ยากเลย วิธีแก้หูอื้อเบื้องต้น พยายามเอาอากาศออกจากร่างกายด้วยการหาว ทำไมหาวแล้วหูหายอื้อล่ะ ก็เพราะอากาศภายนอกตัวเรามีความดันลดลง ในขณะที่ความดันอากาศในตัวเรามากขึ้น อากาศก็ดันออกมา การหาวเป็นวิธีการรักษาระดับความดันให้สมดุลวิธีหนึ่งนั่นเอง เคี้ยวหมากฝรั่งหรือทำท่าเคี้ยว วิธีนี้ก็ช่วยได้ เพราะการเคี้ยวของเราก็เป็นวิธีหนึ่งในการลดระดับแรงดันในร่างกายของเรานั่นเองค่ะ บีบจมูกและกลืนน้ำลาย บีบจมูกทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง จากนั้นเอามือที่บีบจมูกออก แล้วกลืนน้ำลายอีก 1 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ท่อยูสเตเซียนเปิดและปิด แก้อาการหูอื้อได้ นั่งหลังตรง บางครั้งการนั่งหลังงอผิดท่า อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อได้ค่ะ ต้องลองปรับท่ากันดูหน่อยล่ะ ฟังเพลงบรรเลงกระตุ้นประสาทการรับฟัง การฟังเพลงบรรเลงในโหมด White Sound เช่น เสียงของคลื่นทะเล เสียงลมพัด เสียงน้ำไหล   ก็สามารถช่วยปลุกประสาทการรับฟังของเราได้ ช่วยทำให้อาหารหูอื้อได้ แถมยังได้ฟังเพลงเพลินๆ อีกด้วยนะเนี่ย …

อ่านต่อ »
5 วิธีแก้ไขปัญหาขาหนีบดำคล้ำ ทำอย่างไรให้กลับมาขาวสวยเพื่อความมั่นใจ

5 วิธีแก้ไขปัญหาขาหนีบดำคล้ำ ทำอย่างไรให้กลับมาขาวสวยเพื่อความมั่นใจ

ผู้หญิงทุกคนมักจะให้ความสำคัญกับความงามบนเรือนร่างของตัวเองมากเป็นพิเศษ แม้กระทั่งความสวยงามในจุดลับอย่างขาหนีบ ซึ่งเมื่อเกิดรอยด่างดำหรือว่ามีสีที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมาก็มักจะทำให้สาวๆ หมดความมั่นใจเอาง่ายๆ เลย อาจจะเป็นเพราะว่าบางครั้งเวลาที่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำโชว์เรือนร่างทำให้ไม่มั่นใจ หรืออาจจะเกิดกับชายหนุ่มคนรักที่เมื่อต้องให้ฝ่ายชายเชยชม เลยรู้สึกไม่มั่นใจกับสีที่แปลกไปของขาหนีบ อาการขาหนีบดำ อาจจะมาจากพันธุกรรมสีผิว ซึ่งไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยภายนอก อย่างเช่นการเสียดสีมากจนเกินไปของขาทั้งสองข้างก็สามารถทำให้ดำได้ โดยเฉพาะผู้หญิงรูปร่างอ้วนที่มักจะเกิดการเสียดสีที่บริเวณนั้นบ่อยครั้งด้วยเช่นกัน และความอับชื้นที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกางเกงชั้นใน ผ้าอนามัย ก็สามารถทำให้ขาหนีบมีความคล้ำขึ้นได้ง่าย แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถแก้ไขได้ และจะค่อยๆ ทุเลาลง – ลดน้ำหนัก ลดความอ้วนก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าจะได้ช่วยลดการเสียดสีที่บริเวณขาหนีบด้วย เพราะว่ารูปร่างที่อ้วนจะทำให้มีเนื้อช่วงต้นขาและขาหนีบเยอะ เวลาเดินก็มักจะเสียดสีกันอยู่บ่อยๆ – หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่รัดๆ กางเกงชั้นในที่รัดๆ และอับชื้น เพราะเสื้อผ้าจะทำให้เราเสียดสีและสัมผัสมันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขาหนีบดำโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว หรือไม่ควรที่จะใส่กางเกงชั้นในแบบรัดๆ ในช่วงตอนนอน หรือไม่ควรใส่เลย ส่วนใหญ่แล้วตอนนอนก็ไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้ให้ใส่เสื้อผ้าที่โปร่งและสบายจะดีกว่า – ขัดผิวส่วนที่หมองคล้ำเบาๆ อย่าทำรุนแรงมากจนเกินไป ทุกครั้งที่อาบน้ำ ควรจะขัดเบาๆ ทุกครั้งเพื่อเอาเซลล์ผิวที่หมองคล้ำและเสียออกไปให้ได้มากที่สุด หมั่นขัดและสครับเป็นประจำก็สามารถช่วยได้ อย่าลืมว่าต้องขัดเบาๆ เพราะว่าถ้าทำรุนแรงมากเกินไป ผิวหนังบริเวณนั้นอาจจะเกิดอาการอักเสบ แดง และหมองคล้ำลงไปอีก – บำรุงด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ว่าจะเป็นครีมหรือว่าผลิตภัณฑ์ใดใดที่ช่วยลดความหมองคล้ำลงได้ ทาเป็นประจำทุกวันเช้าและเย็น ความหมองคล้ำก็จะค่อยๆ หายไปในที่สุด สมัยนี้มีครีมลดริ้วรอยลดความหมองคล้ำที่มีขายอยู่ทั่วไป สามารถใช้ได้เลย – รักษากับแพทย์ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ …

อ่านต่อ »
สงสัยไหม? ทําไมฤดูหนาวจึงปวดปัสสาวะบ่อย ลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยมาก

สงสัยไหม? ทําไมฤดูหนาวจึงปวดปัสสาวะบ่อย ลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยมาก

การปวดปัสสาวะของคนปกติ จะปวดก็ต่อเมื่อในกระเพาะปัสสาวะนั้นมีปัสสาวะเต็มแล้วหรือมากเกินพิกัดแล้วต้องได้รับการระบายเป็นของเสียออกมา สำหรับคนที่ดื่มน้ำเยอะ ช่วงที่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ก็ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้เช่นเดียวกัน แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องหาความจริงก็คือในช่วงฤดูหนาว เคยสังเกตร่างกายตัวเองหรือไม่ว่าทำไมในช่วงฤดูหนาวนั้นถึงต้องปัสสาวะบ่อยนัก ไม่ใช่แค่เพียงฤดูหนาวเท่านั้น แต่ในช่วงฤดูฝนบางครั้งก็เกิดอาการแบบนี้ได้เช่นเดียวกัน อย่างฤดูฝนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกไปไหน ฝนตกพรำๆ อากาศเย็น ทำให้เรารู้สึกว่าเรานั้นปวดปัสสาวะกันบ่อยมากขึ้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้กับคำถามที่หลายท่านนั้นยังสงสัยกัน… มาพูดถึงเรื่องการปัสสาวะแบบปกติ เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายจะต้องขับของเสียออกมาจากทางปัสสาวะจะเกิดอาการปวดเล็กน้อยเพื่อเป็นสัญญาณเตือน คนเราจะรู้สึกปวดปัสสาวะก็ต่อเมื่อกระเพาปัสสาวะมีน้ำอยู่ภายในถ้ามีน้ำสะสมอยู่ในระดับหนึ่งซึ่งต้องทำการขับออกมาก็จะเกิดอาการปวดปัสสาวะในทันที เมื่อรู้สึกว่าปวดกระเพาะปัสสาวะก็จะทำการบีบตัวและหดตัวเพื่อที่จะขับปัสสาวะออกมา ซึ่งสำหรับท่านที่ดื่มน้ำเยอะ ดื่มน้ำบ่อยๆ ก็จะทำให้ปัสสาวะบ่อยมากขึ้น แต่การปัสสาวะนั้นมีประโยชน์เพราะว่าจะช่วยล้างสิ่งสกปรกและเอาของเสียออกจากร่างกายบ้าง ทำได้ด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ ส่วนคำถามที่มักจะถามกันในช่วงหน้าร้อนหรือว่าหน้าฝน คำตอบก็คือ ร่างกายของคนเรา ปกติแล้วจะต้องขับของเสียออกจากร่างกายจากหลายๆ ทางด้วยกัน ทั้งทางปัสสาวะ อุจจาระ และเหงื่อ เมื่อเราได้อยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น หรือในที่ที่มีอากาศชื้นๆ เราจะรู้สึกว่าปวดปัสสาวะบ่อยเพราะร่างกายไม่ได้ทำการขับเหงื่อออกมาเลย ไม่ได้ทำการขับของเสียออกมาจากผิวหนัง ซึ่งบางครั้งเราเองก็มองไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน ร่างกายจึงจำเป็นจะต้องขับของเสียออกมาจากทางเดียวนั่นก็คือทางปัสสาวะนั่นเอง ช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่อากาศภายนอกนั้นเย็นมาก หรือในบางที่ก็มีอากาศที่หนาวจัด น้ำที่เราดื่มเข้าไปมากๆ ไม่ได้ถูกขับออกมาด้วยเหงื่อเพราะว่าอากาศเย็น ก็เลยจะต้องขับออกมาทางปัสสาวะแทนก็เลยทำให้เรารู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ยิ่งในช่วงที่อากาศแห้งในหน้าหนาวทำให้เราดื่มน้ำเยอะมากขึ้น เพื่อป้องกันผิวแห้ง ปากแห้ง ก็จะทำให้เรานั้นปัสสาวะบ่อยขึ้นไปอีก ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด เป็นเพียงกลไกทางร่างกายที่เป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้น นอกจากว่าจะมีอาการเจ็บปวดอย่างอื่นในขณะที่ปัสสาวะ จึงจะเรียกว่าผิดปกติได้

อ่านต่อ »
6 เคล็ดลับ กินอย่างไรให้ผอมเร็วทันใจ บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี

6 เคล็ดลับ กินอย่างไรให้ผอมเร็วทันใจ บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี

คำว่า “ผอม” ในที่นี้คงไม่ได้ทำให้ใครจินตนาการถึงคนที่ผอมแห้งไม่แรงอยู่หรอกใช่ไหม นั่นเพราะกระแสที่มาแรงในตอนนี้เปลี่ยนจากการผอมที่ดูปลิวลมมาสู่การผอมแบบที่เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม แล้วอย่างไรก็ตามการออกกำลังกายอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นผลชัดหรือเร็วเท่าที่ควร อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก็คือ การรับประทานอาหารให้ถูกวิธีนั่นเอง ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ดังนี้ 1. ลดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลง ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าควรจะงดไปเลย เพราะร่างกายของเรายังจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตมาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายอยู่ แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คือการจำกัดคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคต่อวันลง เพราะคาร์โบไฮเดรตที่เกินไปนั้น จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลที่เหลืออยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกินในที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้น้ำตาลในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เรากินมากขึ้นเรื่อยอีกด้วย ซึ่งอาหารที่เราพึงระวัง เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว พิซซ่า ขนมหวานต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำอัดลมด้วย 2. กินโปรตีนให้เพียงพอ การกินโปรตีนมักจะมาคู่กับการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเสมอ เพราะการจะสร้างกล้ามเนื้อนั้นเราจะต้องใช้โปรตีนเป็นหลัก แต่ยกเว้นในพวกที่จะเล่นกล้ามที่จะต้องทำการเพิ่มน้ำหนักก่อนเข้าสู่ช่วงลดกินโปรตีนและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต และข้อดีอีกอย่างของการสร้างกล้ามเนื้อก็คือร่างกายจะใช้น้ำตาลที่ได้ 3. ลดความเค็มลง การกินเค็มเกินไปไม่ดีต่อร่างกายอย่างมาก อย่างแรกเลยคือบวมแน่ๆ เพราะเกลือจะดึงน้ำเข้าเซลล์ตามเกลือไป อย่างต่อมาคือไตทำงานหนักแน่ๆ เพราะร่างกายจะขับเกลือออกทางไต และที่สำคัญคือจะขับออกไปพร้อมกับน้ำในร่างกาย หากเรากินเค็มอย่างหนักเป็นประจำนานๆ ผลที่จะตามมาคือร่างกายขาดน้ำ พอร่างกายขาดน้ำความเข้มข้นของสารอื่นๆ ในร่างกายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้ 4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ในที่นี้คือน้ำเปล่าธรรมดาสะอาดที่อุณหภูมิห้องนั่นเอง แม้ว่าน้ำเราจะสามารถรับได้จากหลายๆ แหล่ง แต่น้ำที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่านั่นเอง โดยปริมาณน้ำที่แต่ละคนต้องการมักจะไม่เท่ากัน แต่ที่เราเรียนกันมานั่นก็คือวันละ 8 แก้วหรือในช่วง 1.6 …

อ่านต่อ »