หน้าแรก » ร่างกายของเรา » วิธีรักษาส้นเท้าแตกแบบง่ายๆ มีสาเหตุ อาการและวิธีแก้อย่างไรบ้าง

วิธีรักษาส้นเท้าแตกแบบง่ายๆ มีสาเหตุ อาการและวิธีแก้อย่างไรบ้าง

วิธีรักษาส้นเท้าแตก มีสาเหตุ อาการและวิธีแก้อย่างไรบ้าง

ส้นเท้าแตกคืออะไร  สาเหตุเกิดจากอะไรเมื่อเรารู้สาเหตุแล้ว เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ จะเห็นได้ว่าส้นเท้าแตกนั้นเป็นปัญหามากสำหรับคนเรา การที่ส้นเท้าแตกเวลาที่ออกงานสังคม จะทำให้เสียความมั่นใจในตนเอง ทำให้คนที่เห็น คิดว่าคุณเป็นคนที่ไม่เอาใจใส่ดูแลรักษาร่างกายของตนเอง ดังนั้น จึงควรตัดปัญหาตั้งเนิ่นครับ วันนี้ผมได้มีเคล็ดลับการแก้ปัญหาส้นเท้าแตก เพื่อเป็นประโยชน์ต่อท่านที่กำลังมีปัญหาส้นเท้าแตกอยู่ในตอนนี้ครับ

ส้นเท้าแตกคืออะไร

ส้นเท่าแตกเป็นสภาวะที่หนังกำพร้าบริเวณส้นเท้า แห้งทำให้แตกได้ เพราะขาดความชุ่มชื้น  แตกลายงา ส้นเท้านั้นจะค่อนข้างหนา ส้นเท้านั้นจะรับน้ำหนักของเราตลอดเวลา ยิ่งถ้าเดินมาก ๆ โอกาสที่จะทำให้ส้นเท้าแตกได้ง่าย ส่วนมากจะเห็นในคนอ้วน มากว่าคนผอม ตลอดทั้งคนที่ไม่ชอบใส่รองเท้า หรือใส่รองเท้าแตะ  รวมถึงกรรมพันธุ์ก็ทำให้ส้นเท้าแตกเช่นเดียว

ส้นเท้าแตกมีอาการอย่างไร

ในระยะแรกนั้นส้นเท้าจะมีการบวมแดง  เมื่อทั้งไว้นาน ๆ โดยขาดการดูแลรักษา จะเริ่มแตกเป็นรอยเล็ก ๆ และลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ และอาจจะถึงขั้นแตกเป็นรอยเลือด ทำให้แสบและทรมานมากในเวลาเดิน  ดังนั้นควรรีบรักษาตั้งแต่เริ่มต้น อย่าปล่อยทั้งไว้นาน เพราะอาการจะกำเริบหนักขึ้น  เรื่องเล็กๆ น้อย อย่างปล่อยให้เป็นมาก ควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

ส้นเท้าแตกเกิดจากสาเหตุอะไร

ส่วนเหตุส่วนมากมาจากการใส่รองเท้าแตะ  หรือรองเท้าลักษณะแบบเปิดส้นเท้า จะทำให้เท้าไม่อับชื้น ยิ่งถ้าโดนแสงแดดมากๆ โอกาสที่จะทำให้ส้นเท้าแตกมีเปอร์เซ็นต์เยอะ  คนที่ชอบเดินไปมาด้วยเท้าเปล่า ซึ่งด้วยความแข็งของพื้นและประกอบกับความเย็นที่สัมผัส จึงเป็นเหตุให้ผิวหนังบริเวณส้นเท้าแห้ง ยิ่งถ้าเป็นคนอ้วนที่มีน้ำหนัก ตัวเยอะด้วยแล้วก็จะทำให้ส้นเท้า ได้รับแรงกระแทกมากขึ้น  อีกอย่างหนึ่งการที่ใส่รองเท้าไม่ได้มาตรฐาน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้บริเวณส้นเท้าเกิดการหนาตัว และทำให้แตกได้ง่ายขึ้น

วิธีการรักษาส้นเท้าแตก

  1. เมื่อมีการส้นเท้าแตก ให้ใส่รองเท้าปิดส้น
  2. สวมถุงเท้าก่อนนอนทุกคืน เพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื้น ของส้นเท้า
  3. ใช้เปลือกกล้วยหอม มาถูบริเวณส้นเท้าที่แตก นาน 10 นาที กรดที่อยู่ในกล้วยจะช่วยสมานผิวที่แตกและลอกผิวที่แตกออก เป็นการสมานผิวไปในตัว  ให้ทำแบบนี้สัปดาห์ละ  2 -3 ครั้ง
  4. แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนนอนทุกๆ คืน ประมาณ 15 นาที 2-3 ครั้ง/สัปดาห์  แล้วให้ถูส้นเท้าเบา เพื่อให้เนื้อที่แตกออกหลุดออกไป จากนั้นเช็ดให้แห้ง ทาครีม ให้ชุ่มชื้น
  5. แช่เท้าในน้ำมะนาว ประมาณวันละ 15 นาที โดยอาจจะใช้เป็นน้ำมะนาวแบบขวดที่คั้นมาแล้วก็ได้
  6. แช่เท้าในน้ำส้มสายชู ผสมน้ำยาบ้วนปาก และน้ำอุ่น ประมาณ 15 นาที ก็ช่วยได้เช่นกัน
  7. ให้ทาครีมเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของส้นเท้าที่แตก ให้เป็นประจำทุกวันทุกคืน และให้ทาบ่อยๆ เท่าที่เราต้องการ
  8. หากทำทุกวิธีแล้วแต่ยังไม่หาย และยังมีรอยเลือดแตกอักเสบอยู่ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาต่อไป

ส้นเท้าแตกมีวิธีการป้องกันอย่างไร

  1. ให้ใส่ถุงเท้าในเวลานอนเป็นประจำทุกคืน
  2. ให้เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสมกับรูปร่างเท้า ไม่คับไม่หลวมจนเกินไป
  3. ควรทาครีมหรือน้ำมันมะกอก ที่ส้นเท้าเป็นประจำทุกวัน ทุกคืน เพื่อเป็นการป้องส้นเท้าแตก
  4. ขณะที่อยู่ในบ้านหรือในที่ทำงาน ควรใส่รองเท้าขนสัตว์ที่นุ่ม ๆมาสวมใส่ เพื่อเป็นการลดแรงกระแทกของส้นเท้า และรักษาความชุ่มชื้น เป็นการป้องกันความเย็นที่จะทำให้ส้นเท้าแตกได้
  5. สำหรับคนที่อ้วนให้พยายามลดน้ำหนัก ส้นเท้าจะไม่ต้องรับน้ำหนักมากจนเกินไป

เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้ว  การที่จะรักษาไม่ให้ส้นเท้าแตกเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า สุขภาพร่างกายของเราเราจะต้องหมั่นดุแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะส่วนไหนก็ตาม ควรหมั่นดูแลอยู่เสมอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันจะดีกว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุด ดีกว่าการแก้ กันไว้ดีกว่าแก้ครับ แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน ไหนจะต้องเสียเวลาไปพบแพทย์อีก ทำให้เสียเงิน เสียเวลาอีก ดังนั้นควรป้องกันไม่ให้ส้นเท่าแตกจะดีกว่าครับ

ติดตามเกร็ดความรู้ใหม่ๆ เรื่องน่ารู้รอบโลก บน Facebook คลิกที่นี่!!
เกร็ดความรู้.com มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวน่ารู้ สดใหม่ทุกวันผ่าน LINE ID @yip7695q
เพิ่มเพื่อน

สาระน่ารู้

วิธีรักษาไมเกรนแบบธรรมชาติ แก้ปวดหัวง่ายๆด้วยสมุนไพรอย่างได้ผล

วิธีรักษาไมเกรนแบบธรรมชาติ แก้ปวดหัวง่ายๆด้วยสมุนไพรอย่างได้ผล

สารบัญเนื้อหา1 วิธีแก้อาการปวดไมเกรน1.1 ทานอาหารที่ต้านไมเกรน1.2 ใช้น้ำมันหอมระเหยสูตรพิเศษ1.3 ใช้ประคบร้อนประคบเย็น อาการนี้เป็นอาการปวดหัวหนึบๆ บริเวณ ขมับตา หรือด้านใดด้านหนึ่ง  ซึ่งจะปวดติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 วัน  จนผู้ป่วยทำอะไรไม่ค่อยได้  เรื่องการทานอาหารก็มีส่วนทำให้เกิดอาการ ปวดหัวข้างเดียว …

ขอเสียงคนรักการอ่านหน่อยจ้า รอโหลดคอมเม้นต์ด้านล่าง แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆได้เลย!