หน้าแรก » มหัศจรรย์สัตว์โลก

มหัศจรรย์สัตว์โลก

ช้างตกมันคืออะไร ทำไมอยู่ๆช้างถึงตกมัน ดุร้ายและอาละวาด

ช้างตกมันคืออะไร ทำไมอยู่ๆช้างถึงตกมัน ดุร้ายและอาละวาด

ช้างเป็นสัตว์ที่มีขนาดสูงใหญ่ รูปร่างสง่างาม น่าเกรงขาม จนปรากฏตามข่าวหลายครั้งว่า เกิดเหตุการณ์ช้างตกมันทำร้ายคน “ช้างตกมัน” แท้จริงแล้วคืออะไร เพราะเหตุใดช้างจึงตกมัน ช้างที่มีอาการตกมันแสดงว่าช้างเชือกนั้น มีความสมบูรณ์ที่สุดและมีความตื่นตัวทางเพศอย่างเต็มที่ เกิดได้กับทั้งช้างเพศผู้และช้างเพศเมีย ที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์ผสมพันธุ์ได้ คืออายุระหว่าง 20-40 ปี โดยต่อมที่ขมับทั้งสองข้างจะบวมขึ้นจนเห็นได้ชัด รูของต่อมจะเปิดกว้างออก มีสารคัดหลั่งเป็นน้ำเมือกสีขาวข้นไหลออกมา ซึ่งจะมีกลิ่นเหม็นสาบฉุนที่รุนแรงมาก จึงเรียกว่า “ตกมัน” และหากเกิดในช้างเพศผู้ อวัยวะสืบพันธุ์จะแข็งและมีปัสสาวะไหลออกมากะปริบกะปอย อาจมีน้ำอสุจิไหลออกมาด้วย ช้างที่ตกมันจะมีอาการก้าวร้าว ดุร้าย ทำลายสิ่งขวางหน้าทุกอย่าง รวมทั้งทำร้ายเจ้าของหรือคนเลี้ยงด้วย โดยช่วงที่จะเกิดหรือเกิดอาการตกมันเจ้าของช้างจะทราบล่วงหน้าจากการบวมที่ขมับทั้งสองข้างของช้าง จะต้องป้องกันโดยการล่ามโซ่ให้ใหญ่ขึ้น ล่ามไว้ในที่แน่นหนาและแข็งแรง จะก่อไฟไว้รอบๆ เพราะควันไฟจะช่วยไม่ให้ช้างตัวอื่นที่ไม่ได้ตกมันได้กลิ่นน้ำมันของช้างตกมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างอื่นเข้ามาทำร้ายช้างตกมัน อาการตกมันจะเกิดประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยจะค่อยๆ บรรเทาลง เจ้าของจะให้ช้างกินอาหารในปริมาณที่น้อย จะเน้นให้กินฟักเขียว เพราะมีฤทธิ์เย็นช่วยให้ช้างอารมณ์ดีขึ้น อาหารตกมันอาจขึ้นขึ้นได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี เมื่อหายเป็นปกติแล้วก็สามารถนำช้างกลับมาใช้งานได้ตามเดิม อย่างไรก็ตามเมื่อพบเห็นช้างตกมัน ก็ควรมีสติ ไม่ควรเข้าใกล้เพราะช้างอาจทำร้ายเราได้ ดังที่ปรากฏในข่าวมาแล้ว

อ่านต่อ »

วิธีดูแลรักษาสุนัขท้องเสีย ในเบื้องต้นเราควรทำอย่างไรบ้าง

สุนัขหรือหมาเป็นทั้งเพื่อนและสัตว์เลี้ยงที่รู้ใจที่สุดสำหรับมนุษย์มาตั้งแต่โบราณ เพราะมนุษย์นิยมเลี้ยงสุนัขไว้ตามบ้านบ้างเพื่อใช้งาน และบ้างเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยงคลายเหงา ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกับมันเราจึงสามารถสังเกตเห็นได้ดีที่สุด อาการป่วยชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับสุนัข คืออาการท้องเสีย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการดูแลรักษาสุนัขที่มีอาการท้องเสียเบื้องต้นอย่างถูกวิธีกันค่ะ 1. หากมีอาการอาเจียนแค่ครั้งเดียว และมีอาการท้องเสียถ่ายเหลวเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถกินอาหารได้และมีอาการร่าเริง ให้ลองสังเกตอาการโดยรวมทั่วไปดูก่อน เพราะหากมีอาการไม่หนักมาก สุนัขอาจจะหายจากอาการนี้ไปได้เอง แต่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดไปสักประมาณ 2-3 วัน 2. ท้องเสียเพราะเปลี่ยนอาหาร หากเพิ่งเปลี่ยนชนิดของอาหารแล้วทำสุนัขเกิดอาการท้องเสีย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาหารชนิดใหม่คือสาเหตุ อาจเพราะลำไส้ของสุนัขยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับอาหารชนิดใหม่ได้ ให้ลองเปลี่ยนไปเป็นอาหารชนิดเดิมดูก่อน ถ้ายังไม่หายต้องรีบนำไปพบสัตวแพทย์ เพื่อวินิจฉัยอาการและรักษากันอย่างถูกวิธีต่อไปค่ะ แต่ถ้าสุนัขท้องเสียเพราะไปคุ้ยกินเศษอาหารถามถังขยะ ให้จัดการเก็บถังขยะหรือปิดให้มิดชิด จากนั้นพาไปพบสัตวแพทย์ค่ะ 3. หากสุนัขมีอาการอาเจียนหลายรอบและมีอาการท้องเสีย อ่อนเพลีย ให้เจ้าของรีบพาไปพบสัตว์แพทย์ทันที เพราะอาการแบบนี้คือมักจะทำให้ร่างกายของสุนัขขาดน้ำ ร่างกายมีการสูญเสียเกลือแร่ แต่ถ้าหากยังไม่สามารถพาไปพบสัตวแพทย์ได้ทันที ให้เจ้าของสังเกตดูว่า หากมีอาการอาเจียนเพียงอย่างเดียวให้ลองงดน้ำหรืออาหารสัก 4-6 ชั่วโมงหรือ 24 ชั่วโมงเลยก็ได้ถ้าพบว่ามีอาการท้องเสียร่วมด้วย แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปพบสัตว์แพทย์โดยด่วนค่ะ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะร่างกายของสุนัขจะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ และตายในที่สุดค่ะ 4. เมื่อลองงดน้ำหรืออาหารแล้ว สุนัขไม่มีอาการอาเจียนหรือถ่ายท้องอีก ให้ป้อนน้ำผสมผงเกลือแร่ (Oral rehydration salts หรือ ORS) โดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ ก่อน และป้อนต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที (ให้กินทีละนิด …

อ่านต่อ »
lion-open-car

เที่ยวเพลิน ระวังสิงโตเปิดประตูรถมาทักทาย

ใครจะไปคิดกันหละว่าสิงโตก็เปิดประตูรถได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ซาฟารีแหงหนึ่งในแอฟริกาใต้ ขณะที่นักท่องเที่ยวขับรถชมสิงโตเพลินๆอยู่ จู่ๆสิงโตเจ้ากรรมดันใช้ปากเปิดประตูได้ซะอย่างงั้น งานนี้จะรอดหรือไม่รอดไปดูในคลิปกันเลย โชคดีที่คนถ่ายวีดีโอยังมีพอสติรีบดึงประตูกลับ ไม่อย่างนั้นอาจได้กลายเป็นอาหารสิงโตไปแล้ว ใครที่กำลังจะไปเที่ยวซาฟารีก็ระวังประตูรถกันหน่อยนะจ๊ะ อย่าลืมล๊อคให้เรียบร้อยหละ

อ่านต่อ »
งูผสมพันธุ์กันอย่างไร วันนี้เราจะพาไปดูพฤติกรรมการสืบพันธุ์ของงูกัน

งูผสมพันธุ์กันอย่างไร วันนี้เราจะพาไปดูพฤติกรรมการสืบพันธุ์ของงูกัน

งูนั้นเป็นสัตว์ที่หลายๆ คนนั้นเกลียดและกลัวเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัว และด้วยพิษที่ร้ายแรง (งูบางชนิด) ทำให้ใครหลายๆ คนร้องยี้เมื่อพูดถึงมัน แต่วงจรชีวิตของงูนั้นมีอะไรน่าสนใจมากครับ ทั้งนั้นเพราะมันเป็นตัวที่ไม่มีเท้า หรืออวัยวะสืบพันธุ์ให้เห็นกันจะๆ แบบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งยังมีพฤติกรรมการสมสู่ที่ดูลึกลับ และไม่ค่อยจะมีใครได้พบเห็นพฤติกรรมแบบนั้นของมันสักเท่าไหร่ ดังนั้นวันนี้เราจะพาท่านไปดูวิธีการสืบพันธุ์ของเจ้าอสรพิษกันครับ งูส่วนใหญ่นั้นมีการใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยว มักจะอาศัยและออกหากินตามลำพังมากกว่าอยู่ด้วยกันเป็นฝูง ด้วยความที่งูส่วนใหญ่มีพิษมาก จึงไม่ค่อยมีศัตรูในธรรมชาติมากนักเหมือนสัตว์ชนิดอื่น แต่เมื่อถึงฤดูที่มันต้องวางไข่หรือผสมพันธุ์ งูจะเข้ามารวมกลุ่มกันเพื่อเลือกคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งฤดูผสมพันธุ์ที่ว่านี้ไม่ได้แน่นอนเหมือนสัตว์ประเภทอื่น เพราะเจ้างูนี้จะมีความสามารถในการเลื่อนระยะเวลาสืบพันธุ์ออกไปได้เรื่อยๆ เหมือนกับมนุษย์เลยครับ ดังนั้นจะพูดได้ว่ามันจะสืบพันธุ์จริงๆเมื่อถึงตอนที่มันอยากก็คงไม่ผิดนัก เมื่อถึงฤดูที่มันอยากจะผสมพันธุ์ งูจะออกตามหาคู่ที่ตามป่าหรือเขา หรือสถานที่ต่าง ๆ แต่ก็มีบางสายพันธุ์นะครับที่มันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ อยู่แล้ว ซึ่งเจ้างูสายพันธุ์ที่ว่านี้ก็จะเลือกจับคู่กันเอง ไม่ออกหาคู่เหมือนงูสายพันธุ์อื่น ซึ่งมักจะพบเห็นงูสายพันธุ์ที่ว่านี้ในถ้ำลึก หรือในป่าโดยทั่วไปแล้วนั้นเมื่อมันพบคู่ของมัน ตัวผู้จะทำการเกี้ยวหรือกอดรัดหรือเกี้ยวตัวพันรอบตัวเมีย และใช้อวัยวะเพศของมันสอดเข้าไปที่อวัยวะเพศของตัวเมียเพื่อปล่อยน้ำเชื้อ โดยอวัยวะเพศของงูนั้นจะอยู่บริเวณโคนหางซึ่งซ่อนอยู่ในเปลือกหรือเกล็ดงู เจ้าอวัยวะเพศนี้ ถ้าไม่สังเกตดีๆหรือเข้าไปดูใกล้ๆนั้น ไม่มีทางมองออกเลยว่า ตัวไหนเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย บางสำนักวิจัยที่มีการทดลองหรือศึกษาเกี่ยวกับงูนั้น ต้องบีบหรือจับดูที่โคนหาง จึงจะสามารถมองเห็นอวัยวะส่วนนี้ของงูได้ เมื่องูผสมพันธุ์เสร็จแล้วมักจะแยกย้ายกันออกไป โดยตัวเมียนั้นจะเสาะหาสถานที่วางไข่ โดยมากมักจะเป็นสถานที่ที่มีความอบอุ่นและปลอดภัย โดยหลังจากการวางไข่ประมาณ 3 เดือนไข่ก็จะสามารถฟักออกมาเป็นตัวได้นั่นเอง แม้ว่างูจะเป็นสัตว์ร้ายที่มีหลายๆ คนไม่อยากจะเข้าใกล้ แต่ก็มีคนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับมันน้อยเหลือเกินครับ เชื่อว่าถ้าเดินไปถามใครสักคนว่า อวัยวะเพศของงูอยู่ตรงไหน ก็คงมีน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องเหล่านี้

อ่านต่อ »

วิธีสังเกต งูเหลือมกับงูหลามต่างกันอย่างไร เทคนิคแยกชนิดงูแบบง่ายๆ

ถ้าให้เอ่ยชื่องูที่ไม่มีพิษ ลำตัวโตใหญ่ยาวขึ้นมาสักชนิด หลายคนคงแย่งกันตอบ ว่างูเหลือมหรือไม่ก็งูหลาม เป็นแน่แท้ ซึ่งถ้าหากถามต่อไปอีกว่า งูเหลือมกับงูหลามมีลักษณะที่ต่างกันอย่างไร ทีนี้ก็จะเริ่มส่ายหน้าเกาหัวกันแล้วใช่ไหมครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าความรู้ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับงูสองชนิดนี้มีไม่ค่อยเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นเรื่องงู จะเน้นไปที่งูมีพิษ พวกงูเห่า งูจงอางซะมากกว่า ดังนั้นวันนี้เราจะมาบอกเล่ากันครับ ว่างูเหลือมกับงูหลามนั้น แท้ที่จริงแล้วต่างกันหรือไม่ หรือว่าเป็นงูชนิดเดียวกัน 1. ชื่อสามัญและชื่อทางวิทยาศาสตร์ของทั้งเจ้าเหลือมและเจ้าหลามนั้นต่างกัน โดยงูเหลือมนั้นมีชื่อสามัญว่าReticulated Python และชื่อในทางวิทยาศาสตร์คือ Python Reticulatus ส่วนเจ้าหลามนั้นมีชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Indian Python , Python Molurus ตามลำดับ 2. งูหลามนั้นมีลำตัวที่ใหญ่กว่างูเหลือม แต่มีความยาวน้อยกว่า โดยงูหลามนั้นมีความยาวอยู่ที่ 1-3 เมตร ส่วนงูเหลือมนั้นยาว 1-5 เมตร 3. ข้อนี้เป็นวิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดครับ เพราะหัวของงูหลามนั้นดูคล้ายหัวลูกศรสีขาว แต่หัวของเจ้าเหลือมจะเป็นหัว ลูกศรเหมือนกันแต่สีจะออกดำ ซึ่งเมื่อจะสังเกตงูประเภทนี้ให้มองที่หัวก่อนเป็นอันดับแรกครับ 4. งูหลามมีนิสัยที่ไม่ดุร้ายเท่างูเหลือม และมักจะออกล่าเหยื่อบนบก ต่างกับเจ้าเหลือมที่ดุร้ายและจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูของมันทันที มันสามารถหากินได้ทั้งบนบกและในน้ำ หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่หากินอยู่ในน้ำ ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นงูเหลือม 5. หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่บริเวณภาคใต้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นงูเหลือม ทั้งนี้เพราะถิ่นกำเนิดของงูหลามนั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณภาคใต้ แต่จะพบมันได้ในภาคอื่นๆของประเทศไทย …

อ่านต่อ »