หน้าแรก » ร่างกายของเรา » ปัจจัยเสี่ยงและอาการเริ่มต้นของโรคบาดทะยัก อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ปัจจัยเสี่ยงและอาการเริ่มต้นของโรคบาดทะยัก อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

tetanus-symptoms

โรคบาดทะยักหรือ Tetanus เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดิน หรือในสถานที่ และสิ่งของที่สกปรก ซึ่งมักจะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ทางบาดแผล และเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการชักหรือเกร็ง ทั้งนี้เพราะเจ้าเชื้อโรคชนิดนี้จะสร้างสารพิษขึ้นมาชนิดหนึ่งเรียกว่า toxin ซึ่งสารนี้มีผลต่อระบบประสาท และทำให้เกิดอาการชักขึ้นมานั่นเอง โดยปกติผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะแสดงอาการประมาณ 14 วันโดยเฉลี่ย เรามาดูกันครับว่า แผลแบบไหนบ้างที่เสี่ยงต่อการติดโรคบาดทะยัก

1. แผลสดที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ และไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดีพอ มีฝุ่น น้ำลาย หรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายในบาดแผล

2. แผลที่เกิดจากการถูกวัสดุที่ไม่สะอาดทิ่มตำหรือบาด เช่น ตะปูขึ้นสนิม กิ่งไม้ มีดขึ้นสนิม

3. แผลที่เกิดจากไฟไหม้

4. แผลที่กดทับและอับ จนเกิดเนื้อตายขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยอัมพาต

5. แผลที่เกิดจากสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อเช่น หนู ตุ๊กแก ค้างคาว หรือหมาแมวก็อาจเป็นพาหะของโรคได้เช่นกัน

อาการของโรคบาดทะยัก
1. ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงทั้งนี้เพราะเชื้อ toxin นั้นไปจับอยู่กับเส้นประสาทส่วนที่ควบคุมความรู้สึก ส่งผลให้เกิดอาการปวดที่ศีรษะอย่างมาก รวมไปถึงอาการปวดอย่างรุนแรงที่กรามทั้งสองข้าง ตามมาด้วยอาการกรามค้างอ้าปากไม่ได้ รวมไปถึงการกลืนน้ำลายไม่ได้ ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเชื้อ Toxin นี่เอง

2. มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งร่างกาย เพราะเชื้อจะเข้าไปควบคุมบริเวณกล้ามเนื้อลาย โดยเริ่มแรกนั้นผู้ป่วยจะเริ่มปวดหรือเกร็งที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบปากแผลก่อน แต่หลังจากนั้น 1-7 วัน จะลามไปสู่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และเมื่อรวมกับอาการปวดกราม-กรามค้าง ก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ ทั้งนี้เพราะอ้าปากไม่ได้นั่นเอง

3. เนื่องจากกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดอาการเกร็ง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคืออาการปวดเมื่อยทั่วร่างกายอย่างรุนแรง และกล้ามเนื้อส่วนที่ช่วยในการหายใจไม่ทำงาน ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเมื่อถึงขั้นตอนนี้

4. มีไข้เหงื่อออก คือผู้ป่วยจะรู้สึกหนาวสั่น แต่ร่างกายนั้นจะมีอุณหภูมิสูงและมีเหงื่อไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา

5. ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว

ข้อแนะนำในการป้องกันและรักษาโรคบาดทะยักนี้คือ ไม่ควรปล่อยให้บาดแผลสกปรก เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือมีบาดแผลเกิดขึ้น ให้รีบทำความสะอาดปากแผลให้ทั่วด้วยแอลกอฮอล์และยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษดินหรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายใน รวมไปถึงไม่ควรคลุกคลีกับสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคมากจนเกินไปนั่นเอง

ติดตามเกร็ดความรู้ใหม่ๆ เรื่องน่ารู้รอบโลก บน Facebook คลิกที่นี่!!
เกร็ดความรู้.com มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวน่ารู้ สดใหม่ทุกวันผ่าน LINE ID @yip7695q
เพิ่มเพื่อน

สาระน่ารู้

5 วิธีแก้ไขปัญหาขาหนีบดำคล้ำ ทำอย่างไรให้กลับมาขาวสวยเพื่อความมั่นใจ

5 วิธีแก้ไขปัญหาขาหนีบดำคล้ำ ทำอย่างไรให้กลับมาขาวสวยเพื่อความมั่นใจ

ผู้หญิงทุกคนมักจะให้ความสำคัญกับความงามบนเรือนร่างของตัวเองมากเป็นพิเศษ แม้กระทั่งความสวยงามในจุดลับอย่างขาหนีบ ซึ่งเมื่อเกิดรอยด่างดำหรือว่ามีสีที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมาก็มักจะทำให้สาวๆ หมดความมั่นใจเอาง่ายๆ เลย อาจจะเป็นเพราะว่าบางครั้งเวลาที่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำโชว์เรือนร่างทำให้ไม่มั่นใจ หรืออาจจะเกิดกับชายหนุ่มคนรักที่เมื่อต้องให้ฝ่ายชายเชยชม เลยรู้สึกไม่มั่นใจกับสีที่แปลกไปของขาหนีบ อาการขาหนีบดำ อาจจะมาจากพันธุกรรมสีผิว ซึ่งไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยภายนอก อย่างเช่นการเสียดสีมากจนเกินไปของขาทั้งสองข้างก็สามารถทำให้ดำได้ โดยเฉพาะผู้หญิงรูปร่างอ้วนที่มักจะเกิดการเสียดสีที่บริเวณนั้นบ่อยครั้งด้วยเช่นกัน และความอับชื้นที่เกิดขึ้น …

ขอเสียงคนรักการอ่านหน่อยจ้า รอโหลดคอมเม้นต์ด้านล่าง แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆได้เลย!