หน้าแรก » อาหารเพื่อสุขภาพ

อาหารเพื่อสุขภาพ

สงสัยไหม? ทำไมถึงเรียกว่าส้มตำ ประวัติของส้มตำมีความเป็นมาอย่างไร

สงสัยไหม? ทำไมถึงเรียกว่าส้มตำ ประวัติของส้มตำมีความเป็นมาอย่างไร

หลายคนคงกำลังสงสัยว่า “ส้มตำ” อาหารประจำชาติของประเทศไทย ทำไมถึงเรียกว่าส้มตำกันนะ ทั้งๆที่วัตถุดิบก็คือนำมะละกอมาตำ เอ๊ะ หรือว่า..คนคิดเมนูคนแรกชื่อส้ม วันนี้เรามีเกร็ดความรู้มาไขข้อข้องใจให้เพื่อนๆกันค่ะ ทำไมเรียกว่าส้มตำ? อันที่จริงไม่ใช่ชื่อของคนทำหรืออะไรหรอกค่ะ ที่ชื่อส้มตำก็เพราะเป็นการนำคำสองคำมาผสมกันนั่นเอง ก่อนอื่นต้องแยกคำก่อนนะคะ คำแรก “ส้ม” มาจากภาษาท้องถิ่น ที่หมายความว่า รสเปรี้ยว ส่วนคำที่สองคือ “ตำ” หมายความว่า การใช้สากหรือสิ่งของอื่นที่คล้ายคลึงทิ่มลงไปอย่างแรงเรื่อยๆ เมื่อจับทั้งสองคำมารวมร่างกันก็จะได้ความหมายคือ อาหารรสเปรี้ยวที่ทำโดยการตำ นั่นเองค่ะ นอกจากนี้ ส้มตำยังมีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นอีกหลายชื่อ เช่น ตำบักหุ่ง, ตำมะละกอ ส้มตำ เป็นการปรุงอาหารโดยมีส่วนประกอบหลักคือการขูดมะละกอออกเป็นเส้นๆใส่ลงไปในครก พร้อมกับใส่วัตถุดิบต่างๆ เช่น ถั่วฝักยาว กระเทียม มะเขือเทศลูกเล็ก มะเขือเปราะ มะเขือสีดา พริกสด พริกแห้ง เสร็จแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลปี๊บ เติมน้ำปลา มะนาว ตามความชอบ ส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้ทำให้ส้มตำมีรสที่เป็นเอกลักษณ์ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด แซ่บนัวถูกใจใครหลายๆคน สำหรับคนไทยในภาคอีสานนิยมกินส้มตำรสเค็มเผ็ด และคนไทยในภาคกลางนิยมกินรสเปรี้ยวหวาน นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงที่มักมาคู่กันจนแทบขาดกันไม่ได้อย่าง ปลาดุกย่าง ไก่ย่าง แคบหมู ขนมจีน เส้นหมี่ และผักสด เช่น ผักบุ้ง …

อ่านต่อ »
เปิดตำรา วิธีชงชาอย่างไรให้หอมอร่อยด้วยขั้นตอนแบบง่ายๆ

เปิดตำรา วิธีชงชาอย่างไรให้หอมอร่อยด้วยขั้นตอนแบบง่ายๆ

ชา เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ซึ่งหลายๆ คนเชื่อว่าการดื่มชานั้นจะช่วยให้สุขภาพดี ทำให้ในปัจจุบันมีชาต่างๆ มากมายวางขายอยู่ในท้องตลาดทั้งในรูปแบบของใบชา ชาผงพร้อมชง หรือชาซองสำเร็จรูปที่ต้องนำมาแช่ในน้ำร้อนก่อน เป็นต้น ซึ่งชาที่เชื่อว่าดีที่สุดก็คือ ชาที่ทำการชงชาแบบใบชานั่นเอง ซึ่งการชงชาแบบใบชานั้นต้องมีวิธีการชงชาที่ถูกต้องเพื่อให้รสชาติของชากลมกล่อม และวิธีการชงนั้นก็จะแตกต่างกันออกไปตามชนิดของชา ชาที่ได้รับความนิยมในไทย เช่น ชาอูหลงหอม ชาเขียว เป็นต้น ชาอูหลงหอม มีหลักการในการชงอยู่ง่ายๆ ดังนี้ 1. น้ำที่ใช้ในการชงชา ควรเป็นน้ำที่สะอาดหรือน้ำกรองที่ต้มจนเดือด 2. ใช้น้ำร้อนกลั้วกาน้ำชา และอุปกรณ์ในการดื่มชาก่อนใช้ทุกครั้งอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อให้มีอุปกรณ์เหล่านี้มีอุณหภูมิเท่ากับน้ำที่จะใช้ในการชงชา ซึ่งจะทำให้ได้ความหอมและรสชาติของชามากยิ่งขึ้น 3. ใส่ใบชาอูหลง 2-3 ช้อนชาต่อน้ำที่ใช้ในการชง150-200 มิลลิลิตร(CC) ลงในกาน้ำชาที่ว่างเปล่า 4. ในขั้นตอนที่ 4 นี้อาจจะมีข้อแตกต่างกันในวิธีการชงชาคือ • ถ้าเป็นชาอูหลงตุ้งติ้งอูหลง, ชาอูหลงก้านอ่อน, ชาอูหลงเบอร์ 12, ชาเถกวนอิม, ชาสี่ฤดู และชาจาเป่าหลงในขั้นตอนต่อไปจะทำการเติมน้ำร้อนให้ท่วมใบชา แล้วเทน้ำร้อนออกทันที ก่อนที่จะทำการเติมน้ำร้อนให้เต็มกาอีกครั้ง แล้วแช่ไว้ประมาณ 1 นาที หรือ 5 นาทีหากต้องกาดื่มชาแบบเย็น • ถ้าหากเป็นชาอูหลงจากกดอกหอมหมื่นลี้หรือดอกมะลิ ไม่ควรล้างใบชาก่อนเพราะชาพวกนี้มีดอกที่เล็ก …

อ่านต่อ »
7 เคล็ดลับ วิธีการเลือกซื้อผักสดปลอดสารพิษ แบบพ่อบ้านแม่บ้านมืออาชีพ

7 เคล็ดลับ วิธีการเลือกซื้อผักสดปลอดสารพิษ แบบพ่อบ้านแม่บ้านมืออาชีพ

ผักสดนั้นเป็นวัตถุดิบยอดฮิตที่คนไทยเรานิยมนำมาใช้ปรุงเป็นอาหาร เพราะอาหารไทยแต่ละชนิดนั้นมักจะมีส่วนผสมของทั้งผักและเครื่องเทศต่างๆ อยู่ไม่มากก็น้อย ในสมัยก่อนนั้นการเลือกซื้อผักสดนั้นไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงอะไรมากมายเพราะผักนั้นยังสด ปลอดสารเคมี มีคุณภาพ และสามารถหาซื้อหรือหามารับประทานได้ง่ายทั่วไป แต่สมัยนี้การเลือกซื้อผักสดนั้นต้องใช้วิจารณญาณอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าผักที่แม่ค้านำมาขายให้เรานั้นสดจริงหรือเปล่า ใช้สารเคมีหรือเปล่า วันนี้เราจึงมีเทคนิคในการเลือกซื้อผักสดมาฝากกันค่ะ 1. ควรเลือกซื้อผักที่มีขายตามฤดูกาล เพราะนอกจากจะมีราคาที่ถูกกว่าผักนอกฤดูกาลแล้ว ยังจะได้ผักที่สดสะอาดปลอดจากสารเร่งการเจริญเติบโตต่างๆ ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ควรเลือกซื้อผักที่มีเศษดินติดอยู่ และขณะซื้อให้สังเกตดูให้ดีว่าผักมีคราบจากน้ำยาฆ่าแมลงหรือไม่ และเลือกซื้อผักที่มีรูพรุนตามใบบ้าง เพราะนั่นหมายถึงเป็นผักที่ใช้ยาหรือสารเคมีน้อยนั่นเอง 2. ผักสดพื้นบ้านที่ขายกันตามตลาดมักไม่มีสารเคมีเจือปน เช่น กระถิน ดอกแค ชะอม หน่อไม้ ทั้งนี้เพราะเป็นพืชที่ไม่ต้องพึงการบำรุง สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และส่วนใหญ่ออกดอกหรือให้ผลผลิตตลอดทั้งปี 3. ผักกาดขาวหรือผักกะหล่ำปลี ควรเลือกดูหัวที่มีน้ำหนักมาก เพราะนั่นหมายถึงมีใบที่ชิดกันมากอยู่ภายในนั่นเอง ซึ่งผักสองชนิดนี้เรามักจะเลือกรับประทานที่ใบ แนะนำให้เลือกหัวที่มีช่วงก้านเล็กและแคบ 4. การเลือกซื้อผักคะน้า ไม่ควรเลือกที่มีก้านแก่เกินไปนัก วิธีการสังเกตผักคะน้าว่าแก่หรือไม่ให้ดูตรงรอยตัดบริเวณโคนต้น ซึ่งจะสามารถมองเห็นเส้นสีขาวเล็กๆ ซึ่งยิ่งเป็นผักที่แก่มากเท่าไหร่ เส้นที่ว่านี้ก็จะใหญ่มากขึ้นเท่านั้น 5. แตงกวา ควรเลือกลูกที่ยังเขียวอยู่แม้ว่าจะมีผิวขรุขระบ้างก็ตาม เพราะลูกที่ยังเขียวคือลูกอ่อน ที่ถ้าผิวของแตงเริ่มเป็นสีขาวแสดงว่าแก่แล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าเลือกแตงไม่ให้ขมนั้น ควรเลือกลูกที่ไม่ลีบจนเกินไปจะช่วยได้ค่ะ 6. หากเป็นผักจำพวกมะเขือ ให้เลือกดูที่ขั้ว ถ้าพบว่ามีลักษณะแบนราบติดไปกับผล ไม่ควรเลือกซื้อเพราะหมายถึงผลเริ่มจะเหี่ยวแล้ว 7. หากเป็นผักจำพวกบวบ ควรเลือกดูที่เหลี่ยม ไม่ควรซื้อผลที่มีเหลี่ยมแบน หรือสั้นลงเพราะนั่นคือผลที่กำลังเริ่มแก่แล้วนั่นเอง …

อ่านต่อ »
yogurt-benefit-01

10 คุณประโยชน์ของโยเกิร์ต อาหารเพื่อคนรักสุขภาพ

โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ระหว่างการหมักนมด้วยแบคทีเรีย ในระหว่างกระบวนการทำชีส ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์นมอย่างหนึ่ง ซึ่งเจ้าโยเกิร์ตนี้มีจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็น แลคโตบาซิลลัส บัลแกริคัส เดลบริคิโอ สเตรปโตคอคคัส ฯลฯ และวันนี้เราจะมาพูดถึงคุณประโยชน์ต่างๆ ของโยเกิร์ตกันค่ะ 1. ในโยเกิร์ตนั้นเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเลิศ เพราะในโยเกิร์ตนั้นจะมีโปรตีนมากกว่าในนมถึง 20 เปอร์เซ็นต์และนอกจากนั้นยังเป็นโปรตีนที่สามารถย่อยง่ายไม่ทำให้ท้องอืดเหมือนโปรตีนที่ได้จากนม 2. ป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อลำไส้ไม่ว่าจะเป็น ซัลโมเนลลา , อีโคไล , โคลิฟอร์มแบคทีเรีย พูดง่ายๆ ก็คือโยเกิร์ตสามารถยังยั้งอาการปวดท้องหรือท้องเสียที่เกิดจากเจ้าเชื้อโรคดังกล่าวได้นั่นเอง 3. มีการวิจัยออกมาว่า การรับประทานโยเกิร์ดเป็นประจำนั้นสามารถรักษาอาการท้องเสีย ท้องเดิน หรือโรคแผลในกระเพาะอาหารได้อย่างดี 4. โยเกิร์ตช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากนมได้ดีขึ้น โดยในโยเกิร์ตมีกรดแลคติกที่ช่วยย่อยแคลเซียมได้ง่ายนั่นเอง 5. ในโยเกิร์ตมีแลคโตบาซิลลัส ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่อยู่ในเลือดได้ ดังนั้นจึงมักเห็นผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน มีส่วนผสมของโยเกิร์ตอยู่ 6. นอกจากนั้นเจ้าแลคโตบาซิลลัส ยังสามารถช่วยตรวจจับสารโลหะหนัก สารก่อมะเร็งและกรดน้ำดีซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายได้ พูดง่ายๆ ก็คือโยเกิร์ตนั้นเป็นสารที่ยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็งได้นั่นเอง นอกจากนั้นแลคโตบาซิลลัสยังสามารถยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียในลำไส้สร้างสารไนเตรทที่เป็นอันตรายอีกชนิดหนึ่งกับร่างกายได้อีกด้วย 7. โยเกิร์ตสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยมีการวิจัยบางชนิดพบว่า หากรับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ถ้วย แบคทีเรียในโยเกิร์ตจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ร่างกายป่วยไข้ได้ง่าย 8. ช่วยฆ่าเชื้อราต่างๆ ได้ โดยเฉพาะเชื้อราบริเวณช่องคลอดของสาวๆ ซึ่งมักจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ …

อ่านต่อ »
soybeans-milk-01

รู้ทันข้อดี – ข้อเสียของน้ำเต้าหู้ เครื่องดื่มยอดนิยมตั้งแต่สมัยโบราณ

น้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลือง เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตที่รู้จักกันมานานตั้งแต่ในสมัยโบราณ ด้วยจุดเด่นเรื่องของความอร่อยควบคู่ไปกับประโยชน์มากมายมหาศาล หนำซ้ำยังเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ทั้งวันไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า สาย บ่าย หรือดื่มในมื้อค่ำก็ได้ ด้วยความที่เป็นที่นิยมจึงมีให้ดื่มกันได้ทุกที่ทั่วประเทศ แต่จะมีกี่คนกันนะ ที่รู้ถึงข้อดีและข้อเสียของเจ้าน้ำเต้าหู้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันว่า เจ้าเครื่องดื่มยอดนิยมชนิดนี้ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรกันบ้างครับ ข้อดี 1. ในน้ำเต้าหู้นั้นมีสารอาหารต่างๆ มากมายซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกาย เช่นโปรตีน ในน้ำเต้าหู้นั้นให้โปรตีนสูงมากเทียบเท่าที่พบในนมวัวเลยก็ว่าได้ และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าที่พบในนมวัวเสียอีก 2. ในน้ำเต้าหู้มีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” (Phytoestrogen) ซึ่งมีส่วนในการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง ซึ่งการรับประทานน้ำเต้าหู้เป็นประจำ สามารถลดการเกิดมะเร็งชนิดนี้ลงได้ นอกจากนั้นแล้ว สารไฟโตเอสโตรเจนนี้ยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และลดอาการวิตกกังวลที่อาจเกิดขึ้นได้ในวัยทอง 3. สามารถหารับประทานได้ง่าย ที่ไหนก็มีขาย และที่สำคัญเป็นอาหารที่มีราคาถูก ข้อเสีย 1. อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมได้หากรับประทานมากเกินไป ทั้งนี้เพราะมีงานวิจัยกล่าวว่า สารไฟโตเอสโตรเจนนี้ สามารถทำเซลล์มะเร็งเติบโตได้เช่นกันหากรับประทานมากเกินไป เพราะเจ้าสารนี้ทำหน้าที่เสมือนเป็นฮอร์โมนในร่างกาย ดังนั้นเมื่อได้รับเข้าไปมากเกินความจำเป็นก็จะเป็นตัวเร่งมะเร็งเต้านมนั่นเอง 2. มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งในจีน พบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำจะทำให้เด็กเข้าสู่วัยรุ่นได้ง่ายมากขึ้น 3. น้ำเต้าหู้ส่วนมากนั้นมีน้ำตาลเยอะเกินไป โดยเฉพาะที่ขายกันตามร้านทั่วไปนั้น ผู้ผลิตมักจะใส่น้ำตาลทรายในระดับที่มาก เพราะต้องการเน้นไปที่รสหวาน เนื่องจากน้ำเต้าหู้นั้นมักจะมีกลิ่นเหม็นเขียวจากถั่วเหลืองอยู่บ้าง และบางคนอาจจะดื่มไม่ได้เพราะกระสากลิ่น ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะใช้รสหวานดับกลิ่นชนิดนี้ ซึ่งหากรับประทานเจ้าน้ำเต้าหู้ที่ผสมน้ำตาลมากๆ จำเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้นั่นเองครับ จะเห็นได้ว่า แม้แต่อาหารที่มีประโยชน์อย่างน้ำเต้าหู้นั้น …

อ่านต่อ »