หน้าแรก » ร่างกายของเรา (page 5)

ร่างกายของเรา

วิธีต้านอาการไมเกรน ควร-ไม่ควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง

วิธีต้านอาการไมเกรน ควร-ไม่ควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง

อาการปวดศีรษะข้างเดียวบริเวณขมับหรือท้ายทอย บางคนก็ปวดทั้งสองข้างเป็นประจำ สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยไมเกรนไม่น้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมีปัจจัยหลายประการที่มากระตุ้นทำให้อาการกำเริบ เช่น ความเครียด สภาพอากาศ สถานที่และมลภาวะต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือ อาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือสารบางชนิด ดังต่อไปนี้ – อาหารที่มีไนเตรท สารไนไตรท์ ซึ่งพบมากใน ไส้กรอก เบคอน กุนเชียง – คาเฟอีน ชา กาแฟ ที่สำคัญควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเฉพาะไวน์แดง – อาหารที่มีสารไทรามีน แทนนิน เป็นส่วนประกอบ ซึ่งพบมากใน ซ็อกโกแลตหรือโกโก้ เนยแข็ง – อาหารที่มีสารปรุงแต่งหรือสารถนอมอาหาร เช่น ผงชูรส น้ำตาลเทียม สำหรับอาหารที่มีส่วนช่วยในการป้องกันและบรรเทาอาการป่วยไมเกรนได้นั้นมีให้เลือกรับประทานอยู่หลากหลาย ขอแนะนำเมนูสำคัญที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า ดังนี้ – อาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 พบได้ใน ปลาทะเล จำพวก แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า รวมทั้งน้ำมันปลา ซึ่งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น สามารถป้องกันอาการปวดไมเกรนได้ – อาหารที่มีแมกนีเซียม วิตามินบี2 เป็นส่วนประกอบ พบได้ใน เมล็ดธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ …

อ่านต่อ »
เมนูอาหารลดความดันโลหิตสูง ปลอดภัยจากโรคความดันด้วยการคุมอาหาร

เมนูอาหารลดความดันโลหิตสูง ปลอดภัยจากโรคความดันด้วยการคุมอาหาร

มีคนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่มีความเครียดสูง ซึ่งผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ง่ายกว่าผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่นในเรื่องของการรับประทานยา การออกกำลังกาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยต้องดูแลตนเอง โดยเฉพาะในด้านการรับประทานอาหาร ซึ่งต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการควบคุมอาหารมีส่วนช่วยให้ความดันโลหิตปรับลดลงมาได้ ในหนึ่งวันผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรได้รับเกลือและโซเดียมในปริมาณ 24,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้น ปริมาณเกลือและโซเดียมที่ร่างกายได้รับต่อวันไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทำให้เห็นได้ชัดว่า ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม ซึ่งส่วนใหญ่พบได้ใน – เครื่องปรุงรสที่มีรสเค็มหรือผสมสารปรุงแต่ง เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส – อาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารหรือหมักดอง เช่น ปูเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ผักดอง อาหารกระป๋อง – อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอลเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ เพราะจะไปอุดตันหลอดเลือดส่งผลให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้นซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นตามไปด้วย สำหรับอาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อขาว เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ที่ลอกหนังออกแล้ว เพราะมีปริมาณคอลเลสเตอรอลน้อยกว่าสัตว์ที่มีเนื้อแดง และควรรับประทานปลาทะเลน้ำลึก เพราะมีกรดโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์และสามารถลดความดันโลหิตลงได้ ที่สำคัญควรรับประทานผักและผลไม้ เพราะมีโซเดียมในปริมาณที่ต่ำ อีกทั้งยังมีใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล …

อ่านต่อ »

7 เคล็ดลับ วิธีเปลี่ยนผมหยิกให้กลายเป็นผมตรงโดยไม่ต้องยืดทำอย่างไร

เชื่อว่าหลายๆ คนที่มีผมหยิกหรือหยักศกตามธรรมชาติ คงต้องรู้สึกอิจฉาคนที่มีผมตรงเป็นแน่ เพราะผมตรงนั้นจะสามารถตัดเป็นทรงต่างๆ ตามแฟชั่นแบบไหนก็ดูเท่ ดูเข้าท่า ต่างกับผมหยักศกที่จัดทรงยาก ถ้าจะดัดผมให้ตรงก็จะต้องใช้เวลาในการรีดผมนาน แถมยังทำให้สุขภาพผมเสียอีกด้วย แต่เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ค่ะ เพียงแค่ทำตามคำแนะนำของเราเท่านั้น และที่สำคัญ ใช้ได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิงเลยนะคะ 1. หมั่นบำรุงเส้นผมให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ และไม่ควรใช้แชมพูที่มีคอนดิชั่นเนอร์เป็นส่วนผสม แต่ให้แยกออกมาใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์อย่างละตัวดีกว่า โดยให้ใช้เจ้าคอนดิชันเนอร์นี้ชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วปล่อยให้ซึมซับเข้าสู่เส้นผมราวๆ 2 นาที จากนั้นให้ล้างออก (เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งขณะชโลมคอนดิชันเนอร์ ให้ใช้หวีซี่ห่างสางสมไปด้วย เพื่อให้ตัวคอนดิชันเนอร์ซึมซาบได้ทั่วถึงค่ะ) แค่นี้ผมของคุณก็จะชุ่มชื้นดูดี และจัดทรงง่ายมากขึ้นแล้วค่ะ 2. สระผมด้วยน้ำเย็น เนื่องจากน้ำเย็นนั้นสามารถช่วยปิดเกล็ดผม ทำให้ผมดูเงางามไม่ชี้ฟู แต่ไม่ควรสระผมบ่อยเกินไปนะคะ เพราะการสระผมบ่อยนั้นจะทำให้ผมขาดความชุ่มชื้นและชี้ฟูได้ค่ะ 3. ห้ามใช้หวีแปรง เพราะจะทำให้ผมเสียหรือขาดได้ 4. ไม่เล่นผมระหว่างวัน เช่น บิดปอยผมเล่น หรือม้วนผมเล่น เพราะนอกจากจะทำให้ผมดูยุ่งเหยิงจัดยากแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุให้ผมแตกปลาย หรือแห้งเสียชี้ฟูได้ด้วยค่ะ 5. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม เช่น คอนดิชั่นสูตรที่เหมาะสำหรับผมของคุณ หรือซีรั่มที่มีส่วนช่วยบำรุงเส้นผม แนะนำว่าควรเน้นไปที่บริเวณส่วนปลายของเส้นผม ซึ่งเป็นส่วนที่เสียได้ง่ายมากที่สุด และสำหรับผู้ที่ผมชี้แห้ง ควรใช้ออยล์ชโลมเส้นผม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เส้นผม 6. หลีกเลี่ยงการทำสีผม ดัด ย้อม เป่าผมหรือแม้แต่การรีดผม เพราะนั่นเป็นสาเหตุให้ผมแห้งเสีย …

อ่านต่อ »

9 วิธีบำรุงไตให้แข็งแรง และป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเสื่อม

ไตเป็นอวัยวะฟอกของเสียออกจากร่างกาย และทำให้ร่างกายขับออกไปในรูปของปัสสาวะ ดังนั้นจึงนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะชนิดอื่นเลย และที่สำคัญ หากมีอาการไตเสื่อมขึ้นมาแล้ว ไตจะไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ยกเว้นการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาไตของเราให้ใช้งานและอยู่คู่กับเราให้นานที่สุด และไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร วันนี้เรามีข้อแนะนำง่ายๆ มาบอกกันสำหรับวิธีการบำรุงไตครับ 1. ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งนี้เพราะเจ้าน้ำตาลนั้นเป็นหนึ่งในตัวที่จะทำให้ไตของเราเสื่อมลงก่อนวัยอันควร นอกจากนั้นควรทำการควบคุมระดับความดันในเลือดให้สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะระดับความดันที่ไม่คงที่สามารถทำให้ไตเสื่อมลงได้เช่นกันครับ 2. ควบคุมอาหาร เราไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไปครับ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือเผ็ดจัด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเจ้าอาหารรสจัดนี้จะทำให้ระบบการกรองของเสียของไตนั้นทำงานหนักขึ้น และจะทำให้ไตเสื่อมก่อนวันอันควรได้นั่นเอง และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ ไม่ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากจนเกินไป เพราะเป็นตัวเร่งให้เกิดของเสียในกระบวนการกรองของไตครับ 3. ควบคุมอาหารประเภทที่มีไขมันเยอะ เช่น ของผัดหรือของทอด และเข้ารับการตรวจไขมันในเลือดอย่างเป็นประจำ 4. ควรดื่มน้ำอย่างพอเพียงในแต่ละวัน คือประมาณ 6-8 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะจะทำให้กระบวนการกรองไม่ได้หยุดพัก 5. ควรลดหรือเลิกเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์นั้นมีผลต่อตับและไต สำหรับนักดื่มที่ดื่มจัดนั้นไตจะเสื่อมลงได้เร็วกว่าปกติ รวมไปถึงการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน 6. ไม่ควรใช้ยาหรืออาหารเสริมที่มีอันตรายต่อไต 7. พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรือพักผ่อนน้อยจนเกินไป เพราะจะส่งผลให้ไตไม่ได้พัก 8. หาเวลาว่างอย่างน้อยวันละ 30 นาทีสำหรับการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต กำจัดไขมันส่วนเกิน และขับเกลือออกมาทางเหงื่อ ส่งผลทำให้เป็นผลดีต่อไตเพราะไตไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไปนั่นเอง …

อ่านต่อ »

ปัจจัยเสี่ยงและอาการเริ่มต้นของโรคบาดทะยัก อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

โรคบาดทะยักหรือ Tetanus เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดิน หรือในสถานที่ และสิ่งของที่สกปรก ซึ่งมักจะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ทางบาดแผล และเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการชักหรือเกร็ง ทั้งนี้เพราะเจ้าเชื้อโรคชนิดนี้จะสร้างสารพิษขึ้นมาชนิดหนึ่งเรียกว่า toxin ซึ่งสารนี้มีผลต่อระบบประสาท และทำให้เกิดอาการชักขึ้นมานั่นเอง โดยปกติผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะแสดงอาการประมาณ 14 วันโดยเฉลี่ย เรามาดูกันครับว่า แผลแบบไหนบ้างที่เสี่ยงต่อการติดโรคบาดทะยัก 1. แผลสดที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ และไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดีพอ มีฝุ่น น้ำลาย หรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายในบาดแผล 2. แผลที่เกิดจากการถูกวัสดุที่ไม่สะอาดทิ่มตำหรือบาด เช่น ตะปูขึ้นสนิม กิ่งไม้ มีดขึ้นสนิม 3. แผลที่เกิดจากไฟไหม้ 4. แผลที่กดทับและอับ จนเกิดเนื้อตายขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยอัมพาต 5. แผลที่เกิดจากสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อเช่น หนู ตุ๊กแก ค้างคาว หรือหมาแมวก็อาจเป็นพาหะของโรคได้เช่นกัน อาการของโรคบาดทะยัก 1. ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงทั้งนี้เพราะเชื้อ toxin นั้นไปจับอยู่กับเส้นประสาทส่วนที่ควบคุมความรู้สึก ส่งผลให้เกิดอาการปวดที่ศีรษะอย่างมาก รวมไปถึงอาการปวดอย่างรุนแรงที่กรามทั้งสองข้าง ตามมาด้วยอาการกรามค้างอ้าปากไม่ได้ รวมไปถึงการกลืนน้ำลายไม่ได้ ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเชื้อ Toxin นี่เอง 2. มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งร่างกาย เพราะเชื้อจะเข้าไปควบคุมบริเวณกล้ามเนื้อลาย โดยเริ่มแรกนั้นผู้ป่วยจะเริ่มปวดหรือเกร็งที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบปากแผลก่อน แต่หลังจากนั้น 1-7 วัน จะลามไปสู่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย …

อ่านต่อ »