หน้าแรก » Insight Tutor

Insight Tutor

วิธีกำจัดเหาแบบถาวร เหาบนหัวคนเกิดจากอะไร มาจากไหน อันตรายไหม?

วิธีกำจัดเหาแบบถาวร เหาบนหัวเกิดจากอะไร มาจากไหน อันตรายไหม?

ปัญหาอย่างหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียนก็คือ การกำจัดเหาที่อยู่บนศีรษะของลูก และหากไม่ได้ดูแลอย่างดี ไข่เห่าอาจมาอยู่บนเส้นผมของคุณพ่อคุณแม่ด้วยก็ได้ เหาที่อยู่บนศีรษะของลูกแม้บางครั้งเราดูแลอย่างดี แต่ก็ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้เพราะเมื่อไปโรงเรียนก็อาจติดจากเพื่อนๆ ได้อีก ดังนั้นวิธีกำจัดให้ได้ผลดีต้องทำอย่างต่อเนื่อง วันนี้เรามีวิธีกำจัดเหาที่ทำได้ง่ายๆ มาแนะนำค่ะ เหาเกิดจากอะไร เหาที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะเป็นเชื้อปรสิต มีลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็กตัวยาวรีประมาณ 3-4 ซม เหาตัวเมียจะวางไข่บริเวณเส้นผมของคนเรา และออกไข่ครั้งละ 7-10 ฟองต่อวัน ใช้เวลาฝักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ เหาจะดูดเลือดเป็นอาหาร และสามารถติดต่อกันได้หากอยู่ใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกันเช่นใช้หวีหรือหมวกร่วมกัน อันตรายจากการเป็นเหา การเป็นเหาไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่หากปล่อยให้มีเหาโดยไม่ดูแลรักษาหรือกำจัด เมื่อเกิดอาการคันก็จะทำให้เกาบ่อยๆ ทำให้เสียบุคลิกภาพและอาจทำให้หนังศีรษะเป็นแผลจนเกิดการติดเชื้อได้ ส่วนเด็กที่ติดเหาหากไม่ได้รับการดูแลอาจส่งผลต่อพัฒนาการทำให้การเรียนมีปัญหาการเจริญเติบโตช้า และยังทำให้เด็กพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะนอนหลับไม่สนิทเนื่องจากอาการคันที่เกิดจากการเป็นเหา วิธีกำจัดเหา การกำจัดเหาไม่ใช่เรื่องยาก หากหมั่นดูแลรักษาความสะอาดโดยเฉพาะเด็กๆ แต่การกำจัดให้หายขาดอาจเป็นเรื่องยาก เพราะติดกันได้ง่ายจากการใกล้ชิดและใช้สิ่งของบางอย่างร่วมกัน แต่การกำจัดไม่ให้มีเหาตัวเต็มวัยอยู่บนศีรษะเพื่อป้องกันไม่ให้มีไข่เหาก็ถือว่าเป็นการกำจัดเหาได้อย่างถูกวิธี สระผมเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะในน้ำยาสระผมมีสารที่สามารถกำจัดเหาได้หลายชนิด หมั่นใช่หวีกำจัดเหา เช่น หวีเสนียดสางผมบ่อยๆ เพื่อกำจัดเหาตัวเต็มวัยให้หมดไป เป็นการป้องกันการวางไข่ของตัวเหา การใช้สมุนไพรกำจัดเหา เช่น ใช้ใบน้อยหน่าขยี้ให้ละเอียดแล้วนำไปหมักผมทิ้งไว้ 30 นาทีก่อนล้างออกแล้วสระทำความสะอาดตามปกติ ช่วยฆ่าเหาได้อย่างเห็นผล หรือจะใช้ผลมะกรูดขยี้ลงไปตามเส้นผมก่อนสระผมทุกครั้ง นอกจากช่วยกำจัดเหาได้แล้วยังทำให้เส้นผมนุ่มอีกด้วย หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น หวี หมวก เป็นต้น การเป็นเหาไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงหรือเป็นปัญหาสุขภาพ …

อ่านต่อ »

ทําไมริมฝีปากดํา? สาเหตุและวิธีแก้ไขริมฝีปากดำคล้ำให้กลับมามีสีชมพู

ทําไมริมฝีปากดํา? สาเหตุและวิธีแก้ไขริมฝีปากดำคล้ำให้กลับมามีสีชมพู

ความงาม คือสิ่งที่มนุษย์ทุกๆคนพยามยามไขว่คว้าและสร้างขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับความสมบูรณ์แบบในอุดมคติของตัวเองให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในทางด้านร่างกายหรือจิตใจก็ตาม แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว พวกเรามักจะลำเอียงความสมบูรณ์ดังกล่าวให้กับ ร่างกายมากกว่าจิตใจเสียมากหน่อย ในเมื่อเขากล่าวกันว่าใบหน้า คือส่วนที่สำคัญอย่างมากของร่างกายมันเปรียบได้เช่นกับบ้าน เพราะถ้าหากดวงตาคือหน้าต่างสู่จิตใจแล้วล่ะก็ ริมฝีปากของเราคือประตูที่ชักนำและส่งออกสิ่งที่ดีๆเข้าสู่เรา ถ้าหากว่าประตูนั่นมันดำและอัปลักษณ์แล้วล่ะก็ ตัวบ้านที่สวยงามก็จะสูญซึ่งความหมายไปเสียหมด ดังนั้นเพื่อความงามของ “ประตู”บนใบหน้าของเรา บทความนี้จะขอแนะนำเคล็ดลับในการทำให้ริมฝีปากของเราไม่ดำคล้ำกัน ก่อนที่เราจะว่าด้วยเรื่องของการแก้ไข เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ริมฝีปากของเราดำคล้ำกัน บุหรี่ การดูดริมฝีปาก เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน แอลกอฮอลลล์ น้ำดื่มผสมคลอรีน การโดนแดดเผาหรือความชื้นในอากาศ เครื่องสำอางชั้นเลว การบริโภคอาหารที่เลวร้าย ภูมิแพ้ ฮอร์โมนไม่สมดุล ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เกินขนาด การขาดวิตามิน ความเครียด การทำคีโม การใช้ชีวิตที่ไม่ได้เรื่อง ฯลฯ จะเห็นได้ว่าตัวแปรในการทำให้ริมฝีปากของเราดำคล้ำอย่างน่ารังเกียจมีได้เยอะมาก แต่ทั้งหมดต่างมีสาเหตุร่วมกันนั่นคือ “การไม่เอาใจใส่ตัวเอง” หรือ “ขี้เกียจ” นั่นเอง ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นขั้นตอนในการฟื้นฟูตัวเองด้วยตัวเองของเรา สิ่งที่เราต้องทำอันดับแรกคือการ ปรับปรุงนิสัยและชีวิตของตัวเองเสียก่อนที่จะเริ่มต้นใช้วิธีการดูแลที่ เป็นธรรมชาติของเราด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของเราอย่าง มะนาว เป็นต้น ในฐานะที่เป็นตัวฟอกขาวในธรรมชาติ มะนาวจะช่วยทำให้ผิวของเราขาวขึ้น โดยน้ำมะนาวสดๆ จะมีกรดที่ช่วยในการลอกหนังกำพร้าของเราออกไป ซึ่งจะทำให้ริมฝีปากของเรา ดูเนียนนุ่มและมีน้ำนวลมากขึ้น โดยเราสามารถที่จะนำ “ตัวช่วยอื่น” มาผสมกับน้ำมะนาวได้อย่างเช่นว่า มะนาวกับน้ำตาล: ให้หั่นมะนาวออกเป็นแว่นๆ แล้วเหยาะน้ำตาลลงไปแต่ละแว่นก่อนที่จะนำ แว่นมะนาวมาชะโลมริมฝีปากทุกๆวันจนกว่าจะเห็นผล น้ำมะนาว,กลีเซอรีนและน้ำผึ้ง: ผสมส่วนผสมทั้งหมดอย่างละครึ่งช้อนชาเข้าด้วยกันในชามที่เตรียมไว้ …

อ่านต่อ »

อาการและวิธีรักษาเมื่อโดนตะขาบกัด ทำอย่างไรให้หายปวด

อาการและวิธีรักษาเมื่อโดนตะขาบกัด ทำอย่างไรให้หายปวด

เรื่องมันเริ่มขึ้นจากความซวยชนิดหาที่เปรียบไม่ได้ของผมเองนั่นแหละ วันนั้นเป็นวันที่อากาศเย็นสบายพื้นดินกำลังนุ่มและเย็นสบาย ผมตัดสินใจที่จะลงไปดูไก่ในเล้าใต้ถุนบ้านสักหน่อย ระหว่างที่กำลังเดินไปเดินมาหาไก่ผมรู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นแปล็บจากฝ่าเท้า พอยกขึ้นมาดูล่ะ โอ้เจ้าประคุณเอ๋ย! ตะขาบตัวเกือบเท่าฝ่าเท้ากำลังดิ้นไปมาเหมือนไส้เดือน เพียงแค่ว่าไส้เดือนตัวนี้มีขายุบยั่บและตัวเป็นปล้องแข็งนั่นแหละ แล้วตอนนี้มันเพิ่งจะกัดผมสดๆร้อนๆไปเองด้วย ผมไม่เคยถูกตะขาบกัดมาก่อนในชีวิตและไม่เคยหวังที่จะถูกด้วย แต่ในเมื่อตอนนี้ความซวยเข้ามาเยือนถึงฝ่าเท้าของผมแล้ว และดูท่าว่ามันกำลังจะเริ่มคืบคลานขึ้นไปเรื่อยๆบนขาข้างที่ถูกกัด ผมกัดฟันลากขาที่กำลังเริ่มปวดหนึบๆขึ้นไปบนบ้านเพื่อที่จะหาทางรักษาตัวเอง เมื่อถึงบนพื้นบ้านและรู้สึกว่าปลอดภัยดีแล้ว ผมจึงเริ่มตรวจตราแผลของผมดู พบว่ามีอาการดังนี้ มีรอยกัดสองรอยอยู่ตรงฝ่าเท้าของผม และตอนนี้มันกำลังเริ่มบวมเป่งและเจ็บอย่าบอกใครแล้วด้วย นอกเหนือไปจากอาการบวมอย่างน่าตกใจนั่นแล้ว ผมเริ่มรู้สึกวิงเวียนศรีษะนิดหน่อย หวั่นๆอยู่เหมือนกันว่าจะมีอาการแพ้ตะขาบหรือเปล่า ผมเคยอ่านมา เขาบอกว่าอาการที่เกิดขึ้นจากผู้ที่ถูกกัดมีได้หลากหลายมาก นอกเหนือไปจากอาการ “พื้นๆ” ที่ผมมีแล้ว ผู้ที่ถูกกัดสามารถที่จะมีอาการแบบลมพิษ (แสดงว่าอาจแพ้พิษของแมลงนั้นๆ) ผื่นไปทั้งตัว หรือในบางรายที่มีอาการรุนแรง จะมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ใจสั่น และบริเวณแผลที่ถูกกัดเน่า ตอนนี้แผลของผมเริ่มคันแล้ว ศูนย์อนามัยที่ใกล้ที่สุดกับบ้านของผม ใช้เวลาเดินเท้าร่วม 20 นาทีได้ วิธีการที่ดีที่สุดที่ผมจะทำในตอนนี้ได้คือ ต้องหาทางเยียวยาแผลด้วยตัวเองก่อน ผมเริ่มคิดถึง การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานเมื่อถูกแมลงกัดต่อย แล้วผมก็เริ่มจัดการกับตัวเองด้วยวิธีรักษาตะขาบกัด ดังนี้ พยายามห้อยส่วนบริเวณที่ถูกกัดให้อยู่ระดับต่ำ หรือใช้สายรัดเหนือรอยแผล เพื่อกันพิษของตะขาบกระจายเข้าสู่ร่างกาย จัดการล้างแผลในบริเวณที่โดนกัด (ซึ่งตอนนี้กำลังเริ่มกลายเป็นสีม่วงแล้ว) ด้วยน้ำเปล่ากับสบู่ จากความรู้ขั้นพื้นฐานของผมคือไม่ควรที่จะใช้แอกอลฮอล์ โปะเข้าไปโดยตรงเพราะมันสามารถที่จะทำปฏิกริยาที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แย่กว่าเดิมได้ (นี่คือแผลแมลงกัด ไม่ใช่แผลที่เกิดจากการบาดเจ็บทั่วๆไป) เอาน้ำแข็งที่แช่เอาไว้ในนั้นมาห่อผ้าและโปะลงไปบนแผลของผม แล้วกดค้างเอาไว้สัก 10นาทีได้ ก่อนที่จะเอาน้ำแข็งออกอีก …

อ่านต่อ »

7 วิธีทดสอบน้ำผึ้งแท้-น้ำผึ้งปลอมดูยังไง การตรวจสอบน้ำผึ้งแท้หรือไม่แท้ทำอย่างไร

7 วิธีทดสอบน้ำผึ้งแท้-น้ำผึ้งปลอมดูยังไง การตรวจสอบน้ำผึ้งแท้หรือไม่แท้ทำอย่างไร

น้ำผึ้งเป็นหนึ่งในอาหารที่มีประโยชน์มากที่สุดจากธรรมชาติ เพียงแค่หนึ่งช้อนชาทุกๆเช้าสามารถช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกผจญชีวิตในแต่ละวัน นมผึ้งมีสารอาหารเต็มเปี่ยมยิ่งกว่าอาหารเสริมตัวไหนๆเสียอีก น้ำผึ้งคือ ของขวัญจากธรรมชาติอย่างแท้จริง จนกระทั่งมันถูกนำเข้ามาอยู่ในระบบการค้าแบบอุตสาหกรรม ผู้จัดจำหน่ายน้ำผึ้งที่ไร้จริยธรรม มักจะอวดอ้างเสมอว่าน้ำผึ้งของตนเป็นน้ำผึ้งที่แท้จริงและสีสวยงามมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำผึ้งพวกนั้นถูกนำผ่านความร้อนสูงก่อนที่จะผสมน้ำแล้วบรรจุลงภาชนะเพื่อขายให้ได้ในปริมาณมาก โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ สารอาหารและแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายนั้นสลายหายไปหมด ทำให้น้ำผึ้งที่อวดอ้างกันเต็มไปหมดนั้นเป็นเพียงแค่น้ำเชื่อมสีเหลืองหรือน้ำผึ้งปลอมเท่านั้นเอง ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรดีล่ะ? ทนบริโภคน้ำผึ้งไร้คุณภาพที่เกิดจากความโลภของผู้ค้า หรือรู้วิธีในการดูและตรวจสอบว่าน้ำผึ้งนั้นมีความบริสุทธิ์และเป็นของแท้หรือไม่แทนดีล่ะ? เราสามารถที่จะตรวจสอบได้ด้วยวิธีการดังนี้ ดูที่ฉลาก ถ้าหากว่ามีการระบุถึงการเพิ่ม “สสาร” ลงไปในน้ำผึ้งขวดนั้น ตีความได้เลยว่าน้ำผึ้งขวดนั้นปลอมแน่ๆ น้ำผึ้งแท้จะเริ่มจับตัวเป็นตะกอนเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่น้ำผึงปลอมจะอยู่ในสภาพเหลวเหมือนน้ำเชื่อมและเทออกง่ายตลอดเวลา ลองหยดน้ำผึ้งลงไปบนถ้วยที่ใส่น้ำดู หากมันละลายในทันที แสดงว่ามันเป็นน้ำผึ้งปลอม น้ำผึ้งจริงจะม้วนเป็นขดซ้อนกันเรื่อยๆ ลองหยดน้ำผึ้งลงบนนิ้วดู ถ้าหากมันขดจับตัวกันอยู่ แสดงว่าเป็นน้ำผึ้งแท้ น้ำผึ้งปลอมจะกระจายไปทั่วนิ้ว ลองชิมดู ถ้าหากว่ามันมีรสชาติผสมมาก เหมือนกับว่ามีกลิ่นของดอกไม้หรือสมุนไพร นั่นแหละน้ำผึ้งจริง น้ำผึ้งปลอมจะมีเพียงแค่รสหวานเท่านั้น ลองเอาไม้ขีดไฟแตะน้ำผึ้งให้ติดปลายไม้ขีดไฟนิดหน่อย ก่อนที่จะจุดไม้ขีดไฟ ถ้าหากเป็นน้ำผึ้งแท้ ไม้ขีดจะติดไฟและจะเผาน้ำผึ้งไปด้วย ในขณะที่น้ำผึ้งปลอมจะจุดไฟไม่ติด เพราะมันมีความชื้นจากสารเคมีที่ผู้จัดจำหน่ายผสมลงไป ส่วนวิธีสุดท้ายที่ผู้บริโภคต่างแบ่งความเห็นเป็นสองฝ่ายอยู่ถึงตอนนี้ คือการทดสอบด้วย “มด” ผู้บริโภคบางกลุ่มเชื่อว่ามดมักจะตอมน้ำผึ้งปลอมมากกว่าน้ำผึ้งจริง เพราะน้ำผึ้งปลอมมีน้ำตาลฟรุกโตสผสมอยู่ ต่างจากน้ำผึ้งแท้ที่เป็นของบริสุทธิ์จากธรรมชาติ แต่การทดสอบแบบนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่าใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะว่าในบางครั้งเกสรดอกไม้บางชนิดที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำผึ้ง สามารถที่จะดึงดูดมดได้มากเช่นกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบากใจเหมือนกันว่า เราไม่สามารถที่จะเชื่อถือผู้ผลิตในยุคปัจจุบันนี้ได้เชียวหรือ? ถ้าหากว่าเราไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งผลิตธรรมชาติที่เราสามารถที่จะเห็นขั้นตอนการผลิตและบรรจุได้อย่างชัดเจน นั่นทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะได้บริโภคน้ำผึ้งบริสุทธิ์เลยหรือไง? คำตอบของเรื่องนี้คือ ขึ้นอยู่กับตัวผู้บริโภคว่าจะยอมรับน้ำผึ้งในยี่ห้อนั้นได้หรือไม่มากกว่าครับ สุดท้ายแล้ว จริยธรรมของผู้บริโภคคือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง …

อ่านต่อ »

อาการตากระตุก เขม่นตา เกิดจากอะไร เป็นลางบอกเหตุอะไรได้บ้าง?

อาการตากระตุก เขม่นตา เกิดจากอะไร เป็นลางบอกเหตุอะไรได้บ้าง

หากท่านเป็นคนไทยที่เกิดในครอบครัวที่มีคนเฒ่าคนแก่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับบ้านแล้วละก็ ท่านก็เคยอาจจะได้ยินเรื่องที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว เกี่ยวกับอาการตากระตุกหรือเขม่นตา กับวลียอดฮิต “ขวาร้ายซ้ายดี” กันมาแล้ว วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับ ว่าแท้จริงแล้ว การกระตุกของตาหรือเขม่นตาเกิดจากอะไร มันคืออะไรกันแน่ พร้อมกับคำทำนาย! พร้อมแล้ว ไปดูกันเลยครับ ตากระตุก (Nystagmus) ตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น เป็นภาวะที่มีการกระตุกของกล้ามเนื้อบางส่วนเป็นกลุ่มๆบริเวณตา อาทิเช่น ใต้หนังตา หรือ กล้ามเนื้อรอบลูกตาข้างใดข้างเดียวเท่านั้น เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว อาการกระตุกนั้นจะมีสาเหตุเกิดมาจากอาการเครียดหรือว่ามาจากอาการกังวลใจ แต่ถ้าหากคุณพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนน้อยจนเกินไป อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเองครับผม อีกแนวทางในการรักษานั้นก็คือ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดื่มน้ำอัดลม หรือกาแฟ ขอให้ลดๆหน่อย หรือไม่ก็พยายามเลี่ยงครับ เพราะว่าเครื่องดื่มเหล่านี้แหละ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการตากระตุก หรือไม่ว่าจะเป็นความเครียด หรือการสูบบุหรี่ ก็เป็นอีกสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดอาการตากระตุกครับ แต่ถ้าหากจะพูดกันถึงเรื่องของความเชื่อที่มีมาช้านานแล้ว ก็จะมีเรื่องคำทำนายของอาการตากระตุก ตาเขม่นทั้งตาซ้ายและตาขวาที่อาจเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าก็เป็นได้ วันนี้เราจะยกตัวอย่างของคำทำนายมาให้ดูกันนะครับ ไปดูกันเลย! ตากระตุกในตอนเช้า (นับจากตอนตื่นนอนใกล้ๆเช้า) ข้างซ้าย จะมีปากเสียงทะเลาะวิวาท หรือจะมีเรื่องให้เดือดร้อนเข้ามา ข้างขวา จะมีญาติมิตรจากต่างถิ่นมาเยี่ยมเยือน กระตุกตอนสายๆ (ช่วงเวลาประมาณเก้าโมงถึงเที่ยง) ข้างซ้าย จะเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามกับครอบครัวของเรา ช้างขวา ญาติมิตรจากต่างแดนนั้น จะนำพาซึ่งโชคลาภมาให้กับเรา กระตุกตอนบ่าย (ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น) ช้างซ้าย จะมีเพศที่ตรงข้ามกับคุณนั้นกล่าวถึงคุณ …

อ่านต่อ »